"อักษรเป๊ะ" อำนาจนิยมเหนือร่างกายนักศึกษา

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาเริ่มแรกของการเปิดภาคเรียน ฉันได้รับข่าวใหม่จากเพื่อนๆในคณะอักษรศาสตร์ เรื่องการแต่งเครื่องแบบนักศึกษา ว่าจะมีความเข้มงวดขึ้น สำหรับบางภาควิชา เพื่อนๆเล่าต่อกันมาว่า ทางภาควิชาที่ว่า ให้เวลานักศึกษาหนึ่งเดือนสำหรับการปรับปรุงตนเองให้แต่งกายถูกต้องตามระเบียบ เมื่อครบกำหนดที่ตั้งไว้ทางภาควิชาจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการ ฉันถามเพื่อนถึงรายละเอียด ก็ทราบว่ามาตรการนั้นไม่มีอะไรมากนัก สั้นๆง่ายๆว่า “ถ้าไม่แต่งเครื่องแบบฯ ก็ไม่ต้องเข้าเรียน”

หากย้อนเวลากลับไปสักสามสี่ปี ฉันคงไม่ตะขิดตะขวงใจที่ได้รับฟังเรื่องราวเช่นนี้สักนิด นักเรียนผู้เชื่องเชื่ออย่างฉัน จะไม่ตั้งคำถามกับการถูกกำหนดให้แต่งกาย นักเรียนที่เป็นที่รักของคุณครูเพราะว่านอนสอนง่ายแต่งกายงามอยู่เสมออย่างฉัน คงจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะไม่ว่าอย่างไรเสีย ฉันก็เป็นนักเรียนที่ดีในสายตาครูอาจารย์ตลอดมา และในทางตรงข้าม ฉันอาจจะแอบหัวเราะเยาะพวกเพื่อนๆนอกคอกทั้งหลายที่พยายามจะไม่ยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านั้น                

ทว่า ณ วันนี้ ฉันกลับเห็นต่างออกไป ฉันตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าการตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏการณ์นั้นจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของมนุษย์ ดังนั้นฉันจึงรู้สึกเดือดร้อนใจเมื่อทราบข่าวนี้ หากจะตั้งคำถามต่อคำสั่งนี้เป็นเบื้องต้น ง่ายที่สุดโดยที่ไม่ต้องยึดหลักอะไรเลย ก็คงถามถึงสาเหตุว่าผู้ออกคำสั่ง “คึก”อะไร ถึงได้ลุกขึ้นมาออกกฎเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักศึกษาก็แต่งตัวกันตามสบาย ผู้ออกคำสั่งมีเหตุผลใดหรือ จึงนึกอยากจะมาจัดระเบียบอันเป็นการพรากความอยากรู้อยากลองไปจากผู้มีศิลปะในหัวใจอย่างนักศึกษาอักษรศาสตร์                

หากมองในมุมของอาจารย์หลายๆคนที่สนับสนุนการแต่งเครื่องแบบนักศึกษา ท่านเหล่านั้นมักกล่าวว่า การแต่งเครื่องแบบฯ หมายถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยเสมอกัน บางท่านเห็นว่าดูสวยงามน่ารักสดใส ดูเป็นผู้มีวินัย มีความรับผิดชอบ เป็นนักศึกษาที่ดี ให้ความเคารพให้เกียรติสถานศึกษา แต่ในมุมมองของคนที่ตั้งคำถามอย่างฉัน การแต่งเครื่องแบบฯ หมายถึงการยอมรับอำนาจชนิดหนึ่ง อำนาจนั้นอาศัยความเหนือกว่าทางความรู้ ตำแหน่งหน้าที่และความอาวุโสในการสร้างตัวตนขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในทางกฎหมายและในทางประเพณี                

ในทางกฎหมาย ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่านักศึกษาต้องแต่เครื่องแบบให้ถูกต้องในงานพระราชพิธีและงานที่เป็นทางการ ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ให้เป็นอำนาจของคณะวิชา นี่เป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ข้อกำหนดต่างๆมีนายกสภาของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ลงนามประกาศ นั่นก็หมายความว่า การกำหนดข้อบังคับที่เกี่ยวเนื่องกับการแต่งกายไม่ได้มาจากความเห็นชอบของนักศึกษาสักนิดเลย ทั้งที่เมื่อถูกประกาศใช้แล้ว ผู้ที่ต้องปฏิบัติก็คือนักศึกษา  ฉันจึงเห็นว่านี่เป็นจุดหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำความเข้าใจ หากเกิดความขัดแย้งหรือการต่อต้านระเบียบขึ้น                 

ส่วนการจะทำความเข้าใจอำนาจในทางประเพณี ต้องย้อนกลับไปดูความหลากของภาควิชา ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ต่างกันออกไปด้วย คนภายนอกที่ไม่รู้จัก อาจจะคิดว่าคณะอักษรศาสตร์เรียนกันแต่ภาษา แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ อักษรฯ ก็คล้ายๆกับศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ คือมีทั้งภาษา ประวัติศาสตร์  นาฏศิลป์ ดนตรี ปรัชญา  สังคมและมีแม้กระทั่งภูมิศาสตร์ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อักษรฯไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว ระเบียบหนึ่งๆไม่สามารถบังคับใช้ได้ กับทุกภาควิชา และสำคัญที่สุด นักศึกษาเองก็รับเอาความรู้ที่แตกต่างกัน อาจารย์แต่ละคนก็มีแนวคิดอุดมการณ์ต่างกัน

ฉันกำลังจะบอกว่า บางภาควิชา มีความเข้มข้นของอำนาจนิยมน้อยกว่าบางภาควิชาเป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้การ รณรงค์ให้แต่งกายถูกระเบียบของบางภาควิชาไม่ประสบผลสำเร็จเสียที ภาควิชาไหนที่มีความเป็นอำนาจนิยมสูงก็ทำกันไป รณรงค์กันไป แต่ฝ่ายที่ไม่เอาด้วยก็โต้ตอบกลับพอเป็นกระษัย เช่นหากมีการติดโปสเตอร์รณรงค์ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็นำข้อความต่อต้านมาติดทับลงไปง่ายๆ ดังนั้นอำนาจในทางประเพณีจึงมีได้เฉพาะบางภาควิชา แต่ก็ไม่เฉพาะอาจารย์เท่านั้นที่ต้องการให้นักศึกษาแต่งกายถูกระเบียบ รุ่นพี่ของภาควิชานั้นๆหรือกลุ่มที่ทำกิจกรรมอันมีความใกล้ชิดกับภาควิชานั้นๆก็มีส่วนร่วม จนอาจจะถือได้ว่าเป็นมือเป็นไม้ของอาจารย์ เมื่ออาจารย์ไม่สามารถเป็นตัวอย่างในการแต่งกายได้ ก็รุ่นพี่เหล่านี้เองที่ดำเนินการรณรงค์แทน หรือคอยตักเตือนรุ่นน้องแทนอาจารย์                

ฉันพยายามจะทำความเข้าใจท่านผู้รักกฎชอบระเบียบทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ทว่าครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้ยินคำสั่ง คำชม หรือคำเตือนเกี่ยวกับเรื่องการแต่งกาย ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ให้นักศึกษาแต่งเครื่องแบบฯ แล้วทำไมอาจารย์ไม่แต่ง นี่เป็นชนชั้นที่จงใจสร้างขึ้นในสถานศึกษา เป็นความไม่เท่าเทียมอย่างไร้เหตุผล เพราะเห็นว่านักศึกษาเป็นผู้น้อยกว่าหรือ จึงมาบังคับกะเกณฑ์กัน เหตุใดจึงใช้ความอาวุโสกว่า การมีความรู้มีอำนาจมากกว่ามาเป็นเครื่องมือละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น

อาจารย์รู้ตัวหรือไม่ว่าคำสั่งของอาจารย์นั้นก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของนักศึกษาผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยที่อาจารย์จะเคยคิดหรือไม่ก็ตาม ว่าการตกแต่งร่างกายเป็นสิทธิส่วนบุคคล เป็นเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย เป็นความคิดสร้างสรรค์ตามแต่นักศึกษาผู้อยู่ในวัยหนุ่มสาวจะได้ทดลอง อาจารย์รู้ตัวหรือไม่ว่าการออกคำสั่งเช่นนี้กำลังปลูกฝังอำนาจนิยมให้คนรุ่นต่อๆไป  อาจารย์ผู้มีความรู้กว้างขวางกว้างไกล เป็นถึงผ.ศ.ดร. จบปริญญาหลายใบ ไม่รู้หรือว่าโลกก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว ไม่รู้หรือว่าไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่ยังบังคับให้นักศึกษาแต่งเครื่องแบบ ไม่รู้หรือว่ามีแต่ประเทศเผด็จการเท่านั้นที่มีการบังคับเช่นนี้                

หากอาจารย์รู้ แล้วยังเห็นด้วยกับกฎระเบียบเก่าๆ ก็คงจะคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากว่าอาจารย์เป็นผู้ฝักใฝ่เผด็จการ หวงแหนอำนาจ ชื่นชมความไม่เท่าเทียม ยึดถือการละเมิดเสรีภาพ จึงประสงค์จะให้ผู้อื่นปฏิบัติตามใจของตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วร่างกายนั้นก็ไม่ใช่ของอาจารย์ การที่นักศึกษาจะแต่งกายดีไม่ดีอย่างไร ร่างกายก็ยังเป็นของเขาหรือเธออยู่ หากอาจารย์เห็นว่านั่นเป็นความไม่ถูกต้องที่จะต้องเข้าจัดการ อาจารย์ก็ควรจะตระหนักสักนิด ว่านี่มิใช่ร่างกายตัวเอง การที่อาจารย์รู้สึกขัดตาและลามไปขัดใจ ก็หมายความว่าความรู้สึกฝ่ายอำนาจนิยมกำลังคืบคลานอยู่ในความคิดของอาจารย์แล้ว  ในทัศนะของฉัน เห็นว่า หากอาจารย์ประสงค์จะเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ควรจะปฏิบัติเองก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างแก่นักศึกษา หากอาจารย์เองก็ไม่ชื่นชมที่จะต้องแต่งกายเหมือนคนอื่นๆทุกวัน ก็พึงรู้ไว้เถิดว่า นักศึกษาซึ่ง เป็นคนเหมือนกับอาจารย์ ก็ไม่ชอบเช่นเดียวกัน                

ประเด็นที่เกี่ยวกับระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ หรือการให้เกียรติสถานศึกษา หากฉันเข้าใจไม่ผิด มหาวิทยาลัยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเสริมสร้างปัญญา โดยอ้างคำกล่าวของปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะอภิวัฒน์สยาม2475 ที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยว่า “มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหา ความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา”

ฟังแล้วทำให้เกิดคำถามว่า ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบแบบใดที่เป็นสิ่งสำคัญและพึงกระทำ ใช่การแต่งกายเหมือนๆกันเป็นนักศึกษาผู้เชื่องเชื่องมงาย ไม่ใช้เสรีภาพแม้กระทั่งกับร่างกายของตัวเอง หรือการเข้าถึงความรู้ ปัญญาและรู้จักวิพากษ์วิจารณ์อำนาจเก่าๆ ดังเช่นคณะผู้ก่อนการเคยทำมา  ใช่หรือไม่ว่านักศึกษาควรมีวินัย มีความรับผิดชอบต่อการเรียน ต่อหลักวิชาและต่อผลการใช้วิชาความรู้ของตนเอง การแสดงเกียรติภูมิของสถานศึกษา ใช่หรือไม่ว่าควรนำความรู้ที่ได้รับนั้นมาสร้างประโยชน์แก่ประชาชน หรือเพียงแต่จะภูมิใจในสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ภูมิใจในเข็มกลัด หัวเข็มขัด เน็คไทร์ ติ้ง กระดุม และเดินอวดชาวบ้านร้านรวงว่าข้าแน่ ข้าเก่ง ยกตนเหนือกว่าเป็นปัญญาชน เหยียดหยันนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัย                    

ประเด็นสุดท้าย “ความน่ารัก” ฉันเข้าใจว่าเป็นวาทกรรมอย่างหนึ่ง ที่เป็นส่วนเสริมสร้างอุดมการณ์อำนาจนิยมให้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อเราตั้งคำถามกับคำว่า “น่ารัก” ถามว่าทำไมถึงน่ารัก ความน่ารักแบบหนึ่งๆเปลี่ยนไปตามกาลเวลาหรือคงอยู่ตลอดชาติ  ตอบคำถามที่หนึ่ง “น่ารัก” เป็นเพราะมีลักษณะที่อ่อนน้อม เชื่อฟัง ไม่ต่อต้านดึงดันท้าทาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ผู้ออกกฎทั้งหลายคงปรารถนาจะเห็นเป็นอย่างยิ่ง และคำถามที่สอง ง่ายเกินกว่าจะตอบ ความน่ารักสวยงามย่อมเป็นเรื่องของการเวลา น่ารักของวันนี้ จะกลายเป็นเฉิ่มเชยของวันหน้า ในขณะที่แปลกประหลาดของวันนี้ เมื่อถึงอนาคตอาจจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา และที่สำคัญความน่ารักนั้นไม่มีความเป็นสากล น่ารักของผู้ออกกฎ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะคิดเช่นนั้นด้วย จึงได้ถามว่าควรแล้วหรือที่จะนำคำนี้มาอ้าง ให้นักศึกษาปฏิบัติตามกฎ                

ท้ายที่สุด ด้วยความเคารพและขอบพระคุณในวิชาความรู้ที่อาจารย์ทั้งหลายมอบให้ ฉันอยากจะบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า อยากให้ท่านเปิดใจรับฟังความคิดของคนรุ่นใหม่สักนิด การที่นักศึกษาไม่อยู่ในระเบียบวินัยแบบที่ท่านคุ้นเคยหรือถูกฝึกปรือมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาหรือเธอเป็นคนชั่วร้าย ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะนำพาประเทศไปสู่ความวิบัติ การที่นักศึกษาไม่สวมใส่เครื่องแบบก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะละทิ้งความรู้ที่ท่านถ่ายถอดให้

ท่านเป็นผู้มาก่อน คือเกิดก่อน ใช้ชีวิตมาก่อน ย่อมจะเข้าใจว่าคนแต่ละยุคมีความขัดแย้งกันในทางอุดมการณ์เสมอมา นั่นก็เป็นเพราะโลกและสังคมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มนุษย์จึงต้องปรับตัว นักศึกษาต้องปรับตัว และท่านเองก็ต้องปรับตัว การฝืนต้าน ไม่ทำให้เกิดประโยชน์  เมื่อความขัดแย้งเดินทางมาถึงจุดที่ไม่อาจประนีประนอมกัน ก็จะเกิดเป็นความสูญเสียใหญ่หลวง 

ในฐานะผู้มาก่อนท่านต้องไม่ลืมว่า ชีวิตนั้นสั้น แต่ศิลปวิทยาการต่างหากที่ยืนยาว ท่านต้องไม่ลืมว่า มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่แห่งการสร้างสรรค์  ในเมื่อนักศึกษาคือคนที่จะสืบสานสังคมต่อจากท่าน  ท่านจงโปรดให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ทางเลือกด้วยตัวของเราเองเถิด    

   

 

                          

 

 

ความเห็น

ใส่บ้าง ไม่ใส่บ้าง

ใส่บ้าง ไม่ใส่บ้าง แบบไหนก็ดูดี :-)

 เด็กน่ารักในสายตาผู้ใหญ่คือ

 เด็กน่ารักในสายตาผู้ใหญ่คือ ไม่คิด ไม่ตั้งคำถาม เชื่อฟัง เห็นเขียวเป็นดำ อะไรพวกนี้นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ ผมมองว่า มันเป็นระบบอำนาจนิยมที่ครอบงำมายาคติตัวนี้มานานแล้วครับ

ผมว่ามันน่าจะเกิดจากอิทธิพลขอ

ผมว่ามันน่าจะเกิดจากอิทธิพลของความรู้สึกทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย
หลายปีที่ผ่านมานี้นักการเมืองฝ่ายก้าวหน้าเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก
ถึงแม้นักการเมืองฝ่ายก้าวหน้าจะสามารถยึดครองสภาไว้ได้
แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะบริหารประเทศได้ราบรืนนัก
เพราะมีกับดักทางการเมืองเต็มไปหมด ต้องระแวดระวังทุกฝีก้าว

การที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีบทบาทอย่างสูงทางการเมือง
สามารถกุมเสียงของคนชั้นสูงที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจในหลายๆเรื่องไว้ได้
ย่อมส่งผลให้เห็นในลักษณะต่างๆ แม้กระทั่งแวดวงการศึกษาอย่างเรื่องการแต่งตัวนี้

คนในบ้านเมืองมันถูกปลูกแนวคิดเรื่องคุณธรรมอย่างหนัก
ซึงคุณธรรมที่อ้างเอ่ยนั้นมันประมาณว่าคนดีต้องปฏิบัติตามกฎอย่างโน้นอย่างนี้
หากใครแหกกฎเกณฑ์ในบางเรื่องไป ดูมันช่างชั่วร้ายเสียเหลือเกิน ต้องถูกลงโทษให้สาสม
ทั้งๆที่กฎเหล่านั้นมันมีขอบเขตทีเบลอๆ ไม่ชัดเจนเพียงพอ
แล้วคนที่จะตัดสินถูกหรือผิดยังสามารถขยับเส้นแห่งความถูกผิดได้ด้วย

บางที่คนเราพยายามจะใช้กฎนั่นกฎนี่พร่ำเพรื่อ
และให้ความสำคัญของกฎมากกว่าสิ่งอื่นใด
จนลืมไปว่าเราทำอะไรอยู่ และจุดมุ่งหมายของเราคืออะไรกันแน่

อย่างจุดมุ่งหมายนักศึกษาคือการเข้ามหาวิยาลัยไปแสวงหาความรู้
ความรู้ในมหาวิทยาลัยนั้นควรจะไม่มีขอบเขตในการแสวงหา
แต่ดูเหมือนมหาวิทยาลัยในบ้านเรากำลังถูกทำให้มีขอบเขตแคบลง
แม้กระทั่งการแต่งตัวก็ยังบังคับ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นดูจะผ่อนคลายกันไปมากแล้ว
ต่อไปเนื่อหาหลักสูตรก็คงถูกตีวงให้แคบลง วิชาบังคับแปลกๆอาจเพิ่มขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่งมหาวิทยาลัยไทย คงไม่ต่างอะไรกับโรงเรียนประถม-มัธยมในที่สุด

ผมพยายามจะสื่อสารกับใครต่อใคร
ว่าสังคมมนุษย์นั้นถ้าเทียบกับสังคมแมลง
มันมีสังคมอยู่สองแบบที่แตกต่างกัน

แบบหนึ่งมันเป็นสังคมแบบมดแบบปลวก
ที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดจนมดปลวกมันไม่กล้าเดินแตกแถวกันเลย

อีกแบบหนึ่งเหมือนกลุ่มแมลงปอ ที่บินบนอากาศอันดูจะไร้ขอบเขต
มันมีสิทธิ์บินว่อนอย่างอิสระ แต่ก็ยังคงเห็นมันบินกันเป็นกลุ่มๆอยู่ดี

ผมว่าสังคมไทยกำลังถูกสร้างให้เป็นสังคมมด-ปลวกอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

หากมองว่าเป็นการปิดกั้น

หากมองว่าเป็นการปิดกั้น มันก็คือการปิดกั้นเสรีภาพ หากมองว่าเป็นกฏระเบียบอย่างง่ายๆ มันก็คือการฝึกตนให้อยู่ในระเบียบ ผมเข้าใจว่านักศึกษาอึดอัด อยากแต่งอยากสวย ทนใส่เครื่องแบบนักเรียน ตัดผมสั้นเกรียน มาตั้งสิบกว่าปี ทำไมถึงต้องทนแต่งชุดนักศึกษาอีก

เป็นถึงนักศึกษาแล้ว กำลังจะก้าวข้ามมาเป็นพนักงานทำงานแล้ว ก็น่าที่จะรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร... หากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีกหน่อยพอไปทำงานไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานทั่วไป หรือรัฐวิสาหกิจ ก็คงได้มีการประท้วงกันวุ่นวายแน่ เราคงจะไม่อยากเห็นข้าราชการใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ลากแตะ มาทำงานหรอกนะ...

เสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่มี

เสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในตัวเอง เพราะเราแต่ละคนเป็นเจ้าของชีวิตตน แต่เมื่อเข้ามารวมกันอยู่ในสังคม ความคิดเห็นในเรื่องเสรีภาพส่วนตนของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันก็ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน ความขัดแย้งนี้เราทุกคนต้องช่วยกันหาทางออก แต่การหาทางออกนั้นจะต้องไม่ทำลายเสรีภาพส่วนตนของใคร

การทำลายเสรีภาพส่วนตนของผู้อื่นก็คือการออกคำสั่งให้เขาทำตาม โดยไม่มีคำอธิบายว่ามีเหตุผลอะไรในการที่เขาจะต้องทำตามคำสั่ง ในบางกรณี หากสามารถอธิบายได้ การบังคับให้ทำตามคำสั่งก็ไม่ใช่การละเมิดเสรีภาพของคนที่ถูกบังคับให้ทำตาม เพราะมีคำอธิบายมีเหตุผล โดยที่คำอธิบายและเหตุผลนี้คนส่วนใหญ่ที่มีวิจารณญาณเข้าใจได้

เรื่องเครื่องแต่งกายของนักศึกษา ผมเคยเรียนถามท่านที่เป็นเจ้าของคำสั่งในมหาวิทยาลัย ว่าทำไมจึงมีคำสั่งเช่นนั้น คำตอบสูงสุดที่ผมเคยได้มาคือ เพื่อความเป็นระเบียบของหมู่คณะ ดูเหมือนท่านจะเห็นว่า ความเป็นระเบียบของหมู่คณะมีค่าในตัวเอง จึงเพียงพอจะใช้เป็นเหตุผลในการบังคับนิสิต

เหตุผลนี้สำหรับผมเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด มีเหตุผลรองลงมาที่ดีน้อยกว่าเช่น ต้องหัดเอาไว้ จบออกไปทำงานแล้วจะเจอมากกว่านี้

คำถามมีว่า เหตุผลที่ดีที่สุดข้างต้นนั้นเพียงพอไหมที่จะใช้บังคบนิสิตทุกคนให้ทำตาม ผมคิดว่าไม่ เพราะเป็นเหตุผลที่เอา "ส่วนรวม" มาอยู่เหนือ "ปัจเจกบุคคล" อย่างไม่ให้ทางเลือก ถ้าเรารับว่า มนุษย์เมื่ออยู่ในรัฐแล้วไม่ควรถือเป็นสมบัติของรัฐโดยเด็ดขาด แต่เขายังเหลือความเป็นเขา คือมีช่องทางที่จะทำอะไรแบบที่เขาอยากจะทำ เหตุผลแบบเอาส่วนรวมเป็นหลักข้างต้นก็แข็งเกินไป

ถ้าเราเห็นว่านิสิตควรคิดเพื่อส่วนร่วมในแง่มาช่วยกันสร้างความงดงามเป็นหนึ่งเดียวแก่หมู่คณะ ก็ควรใช้การรณรงค์ ว่าไปแล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงเห็นประโยชนของการที่พระสงฆ์ที่เป็นบุคคลจะช่วยกันทำให้หมู่คณะงดงามเป็นระเบียบ จึงทรงกำหนดเครื่องแต่งกายอย่างกว้างๆ พระเวลานี้ในโลกก็แต่งไม่เหมือนกัน พระเมืองหนาวก็สวมเสื้อหนาๆได้ ไม่ถือว่าผิดพระวินัย ที่ไม่ผิด เพราะพระวินัยของศาสนาพุทธไม่คิดจากการใช้อำนาจ แต่คิดในฐานะเพื่อนร่วมสังคมที่จะมาช่วยกันทำให้สังคมของเรางดงาม

ถ้าคณะอักษรศาสตร์ออกระเบียบกว้างๆในทางโอกาสเลือก โดยผู้ออกจะเลือกแบบฉบับบางแบบให้ผู้เลือกได้เลือกตาม โดยอาจมีแบบอื่นๆที่นิสิตสามารถคิดเองได้ ก็จะเป็นทางออกที่มีเหตุผลที่สุด ถ้าแบบที่คณะเลือกดีพอ นิสิตก็จะทำตามเอง

เคยเห็นในหนังฝรั่ง

เคยเห็นในหนังฝรั่ง เจ้าหน้าที่รัฐของเขา ในหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ทหารตำรวจ
ไม่เห็นเขาจะต้องแต่งชุดยูนิฟอร์มไปทำงานกัน พนักงานบริษัทยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าไม่ใช่พนักงานในสายการผลิต

น่าสงสารข้าราชการไทยมากครับ นอกจากจะต้องใส่ชุดสีกากี อันเป็นสียูนิฟอร์มสัญญลักษณ์เมืองขึ้นชาติตะวันตกแล้ว (ทั้งๆที่ประเทศตนเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้นชาติตะวันตก) ยังต้องมีชุดสีขาวสำหรับพิธีการอีก
...จะบอกว่าน่าสงสารก็คงไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะเขาอาจจะภาคภูมิใจที่ได้สวมใส่ชุดแบบนั้น

เอาเป็นว่าคงเป็นด้วยเหตุผล "ประเทศเราไม่เหมือนใคร" ก็แล้วกัน

คนในสังคมมันมีกันหลากหลายรสนิยม การแต่งตัวมันเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของรสนิยมในแต่ละคน
และมันก็มักถูกแสดงออกในตัวตนที่แท้จริงกันตั้งแต่เด็ก เพียงแต่การศึกษาในเมืองไทยนั้น
บังคับให้เด็กแต่งกายตามกฎระเบียบเหมือนทหาร และมุ่งเน้นที่จะสร้างคนให้เป็นแพทเทิร์นเดียวกันมากไป
เข้าใจว่าในประเทศที่เจริญแล้วโดยส่วนใหญ่เขาเลิกให้เด็กแต่งชุดยูนิฟอร์มกันไปแล้ว
อาจจะเหลือเพียงบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา ที่ยังทำกันอยู่แบบนี้

จริงๆแล้วคนที่จะทำงานในแต่ละหน่วยงานได้นั้น มันจะถูกเลือกถูกกลั่นกรองโดยอัตโนมัติ
ที่จะเลือกคนแบบไหนเข้าไปในองค์กรนั้นๆ แม้กระทั่งการแต่งตัวมันก็จะถูกปรับเข้าหากันในองค์กรกันเอง
หากองค์กรใดที่ต้องการคนที่ดูเป็นระเบียบเข้าไปทำงาน แล้วได้คนใส่เสื้อยืดลากรองเท้าแตะเข้าไปทำงาน
คนที่ทำหน้าที่คัดเลือกคนก็ควรจะต้องพิจารณาตนเองได้แล้วครับ โทษฐานที่ดูคนไม่เป็นเอาเสียเลย
เพราะคนที่ใส่เสื้อยืด ลากรองเท้าแตะก็ย่อมเป็นสัญญลักษณ์บ่งบอกถึงการรักอิสระ ไม่แคร์ระเบียบวินัย
ซึ่งเขาก็คงไม่เหมาะที่จะไปอยู่ในองค์กรที่ต้องการระเบียบวินัย ซึ่งการแต่งกายย่อมแสดงตัวตนอยู่แล้ว

หากเป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด การแต่งกายมันมักจะมีแพทเทิร์นไปในทิศทางเดียวกันอัตโนมัติ
ดูอย่างชาวเขาในอดีต เหมือนเขามีชุดยูนิฟอร์มของเขา แตกต่างกันไปในแต่ละเผ่า
หรืออย่างคนเชื้อสายไทยเชื้อสายย่อยอื่นๆก็มักจะมีการแต่งกายที่เป็นเหมือนยูนิฟอร์มเช่นกัน
โดยลวดลายของผ้าซิ่น ผ้านุ่ง หรือแม้กระทั่งผ้าโพกหัว จะเป็นสิ่งบ่งบอกว่าพวกตนอยู่ในกลุ่มใด
และดูพวกเขาจะภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่ได้สวมใส่ชุดประจำเผ่า หรือชุดประจำชาติของตน
มันเกิดขึ้น...โดยที่ไม่ต้องมีกฎระเบียบใดๆมาเป็นข้อบังคับใช่ไหมครับ

การบังคับให้เด็กนักเรียนใส่ชุดยูนิฟอร์ม ผมว่ามันเกี่ยวข้องกับการบ้าอำนาจของกรุงรัตนโกสินทร์
ที่ต้องการทำให้คนทั้งประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด โดยยึดมาตรฐานจากส่วนกลางเป็นหลัก
โดยไม่สนใจว่ามันจะเหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละท้องถิ่นหรือไม่
สอดคล้องกับวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือไม่ ไม่เคารพไม่ให้เกียรติอะไรเกี่ยวกับท้องถิ่นทั้งสิ้น

ถ้าหากผู้รู้ผู้เกี่ยวข้องคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว...ก็จงทำไปเถิด
...บ้านเมืองนี้มันไม่ใช่ของเรา...บ้านเมืองนี้มันเป็นของใครก็ไม่รู้

คุณน้ำลัดก็พูดเกินไป...

คุณน้ำลัดก็พูดเกินไป... ดีแค่ไหนแล้วที่ สส. ไทยไม่ต้องใส่วิคเข้าไปเปิดประชุมสภา แต่ไม่ว่าประเทศไหนหรือสังคมไหนก็ต้องมีรูปแบบการแต่งกาย การแต่งกายหากยื้นลึกกันจริงๆ ก็ย่อมมีที่มาที่ไป เช่น ทำไมพระต้องใส่จีวร อังสะ สบง... ทำไมห้ามใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์... จะว่าไป สส. ไทยก็ไม่ได้มียูนิฟอร์มตายตัว เพราะจะใส่สูท หรือใส่ม่อฮ่อม ก็ไม่ใครกล้าว่า จะใส่รองเท้าหนังหรือลากแตะ ก็ไม่มีใครกล้าว่า แต่ลูกน้องอย่าใส่แบบ สส. นะ... อาจจะโดนได้

ซึ่งก็เหมือนกันว่า นายกฯ ปู จะใส่ชุดประจำชาติ หรือว่าจะใส่เสื้อยืดไปเจอผู้นำก็คงไม่ผิดอะไร อาจจะมีการกระแนะกระแหนบ้าง

ส่วนข้าราชการไทย โดยเฉพาะมหาดไทย หากไม่ตำแหน่งใหญ่จริงก็คงต้องใส่ยูนิฟอร์มไปก่อน... แต่ถ้าพูดถึงความจำเป็นเกี่ยวกับเครื่องแบบ ถ้าอยากจะยกเลิกจริงก็จัดเด็กนักเรียนก่อนเลย อันนั้นคือความเดือดร้อน ผู้ปกครองค้องวิ่งหาชุดนักเรียน ต้องเข้าโรงรับจำนำ ต้องเดือดร้อนให้รัฐบาลออกมาคุม อันนั้นสิควรจะพิจารณา ถ้ามองในแย่เสรีภาพ ก็ควรจะพิจารณาเรื่องการตัดผม เอาตั้งแต่ ป.1 ยัน ม.6 เลย... นักศึกษาวิชาทหารก็ไม่จำเป็นต้องตัดทรงนักเรียนหรอก ใครใคร่ไว้ฮิบแค่ไหนก็ตามสบาย เพราะสิ่งเหล่านี้หากตามความคิดคุณมันคือการกดขี่ทางเสรีภาพทั้งนั้น อีกหน่อยเราจะผลิตบุคลากรแบบไหนออกมาในสังคมหล่ะ

ใครจะว่าผมอนุรักษ์นิยมไม่ว่า แต่ผมขอให้สั่งสอนเด็กๆ ให้มีกฏระเบียบไว้ดีกว่า

"ความทุกข์ที่เกินทน

"ความทุกข์ที่เกินทน จะหลอคนให้ทนทาน" ผมว่าแค่ใส่เครื่องแบบให้กูกต้อง ไม่สามารถปิดกั้นจินตนาการและความรู้ใดของผู้ที่ใส่ได้ เพราะเสรีชนที่แท้ย่อมสามารถหาข้อดี ในข้อเสียหลายๆอย่างได้ ตัวผมมิได้สนับสนุนการใส่เครื่องแบบใดๆ เพียงแต่มองว่า นักศึกษานั้น เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มจะรู้จักกับคำว่า "วุฒิภาวะ" ด้วยความคิดที่เพิ่งแตกหน่อนั้น ย่อมเบ่งบานเติดโตได้รวดเร็วเห็นชัดกว่าไม้แก่อยู่นานเป็นแน่เท้ เพราะฉะนั้นหากโตผิดที่ผิดทาง อาจไปผิดทาง จนมิอาจโผล่ขึ้นไปรัแสงในป่าใหญ่ที่ต้นไม้ชุกชุมได้ สุดท้าบยืนต้นตาย ไม่ก็เป็นไม้แคระพิกลพิกาล ไม่สามารถโตเป็นไม้ใหญ่สง่างามมีราคาไปได้ เพราะฉะนั้น การถูก "ดัด" หรือบังคับฝืนใจกันบ้าง ก็เป็นวิธีที่เหมาะสมจาก "คนรุ่นก่อน" ที่พึงกระทำ ถือได้เป็นเหมือนของวัญ เพื่อที่จะรับน้อง หรือคนรุ่นต่อๆไปให้รู้จักสัจธรรมของชีวิตข้อหนึ่งคือ "ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดเสมอไป" ถ้าไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้ ก็คงไม่สามารถฝ่ากระแสสังคนที่แก่งแย่งกันอย่างเชี่ยวกรากทุกวันนี้ไปได้ เพราะกระแสนี้ ไม่หยุดรอใครสักคนที่คิดจะสวนกระแสนี้สักเท่าไหร่ และคงไม่มีทางรู้ได้ว่ากระแสนี้โหดร้ายแค่ใหน ถ้าไม่โดดเข้าไปในกระแส ในขณะที่วัยสุดท้ายที่ลอยอยู่เหนือกระแสนี้ ก็คือนักศึกษาที่นั่งเรื่อเรียนวิชาว่ายกระแส ถ้าไม่เรียนภาคปฏิบัติเลย มีแต่ทฤษฎี ครั้นจะให้เกิดผลเลย คงจะยาก เพราะฉะนั้น โดนบังคับขัดใจซะบ้าง คงไม่ทำให้ใครตาย เพราะถ้ามีคนตายเพราะเหตุนี้ เชื่อเถอะ คนนั้นคงไม่สามารถใช้ชีวิตในกระแสนี้ได้เป็นแน่แท้

มันก็คงไม่จำเป็นต้องแต่งตัวอย

มันก็คงไม่จำเป็นต้องแต่งตัวอย่างเสรีกันไปทั้งหมดหรอกครับ
ในบางอาชีพ ในบางองค์กรมันก็ต้องมีอยู่ อย่างทหารเป็นต้น
ถึงจะถูกบังคับให้ใส่แบบนั้น แต่ก็มีคนเต็มใจที่จะใส่ และก็แห่กันสมัครมืดฟ้ามัวดิน

พูดถึงทหารนี่นะ หลักสูตรของเขาจะมีลักษณะแบบล้างสมองกัน
เหมือนตอนเอาสมองออกไปบางส่วน โดยเฉพาะสมองในส่วนของความคิด
และสมองในส่วนของความเมตตากรุณา อาจเลยไปถึงสมองส่วนคุณธรรม
เพราะว่าถ้าทหารมันเกิดมีเมตตาขึ้นมา มันก็คงฆ่าศัตรูไม่ได้
ถ้ามันคิดได้มากเกินไป มันก็อาจจะฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ดังนั้นเขา้ต้องทำการตอนเอาสมองออกไปบางส่วนไงครับ
แล้วก็เอากะลาเหล็กมาครอบหัวไว้ กันสมองส่วนอำมหิตทะลักออกมา

ดูอย่างเหตุการณ์ที่ตากใบสิครับ ไม่รู้ทำไปได้ยังไง
ให้คนไปนอนซ้อนๆกันเหมือนส่งสินค้า จะบ้าหรือเปล่า
อันที่จริงมันเป็นเรื่องของสมองของผู้ปฏิบัติงานล้วนๆ
อาจเป็นเพราะสมองของผู้ปฏิบัติงานถูกตอนออกมากเกินไปหรือเปล่า
คือมันเป็นเรื่องยิ่งกว่างี่เง่า...ต้องบอกว่า "จ้าดง่าว"
แล้วสุดท้ายโยงไปหาระดับนายกโน่น หาว่านายกเป็นคนสั่งการ ยิ่งบ้ากันไปใหญ่
มันเป็นการโยงเรื่องเพื่อผลทางการเมืองชัดๆ
ทั้งๆที่อำนาจทหารเป็นอำนาจอิสระในแผ่นดินนี้ รัฐบาลสั่งทหารได้ซะที่ไหน

ถ้าเป็นสมัยใหม่จริงๆ

ถ้าเป็นสมัยใหม่จริงๆ ก็ไม่ควรมีการบังคับการแต่งกายของ นศ.

แต่ไม่แน่ใจว่า สังคมไทย(นอกมหา'ลัย)ต้องการคนแบบไหน และอะไรคือเป้าหมายการผลิตคนของสถานศึกษา

ปัจเจกที่มีความคิด แน่นอนตัวเขาย่อมต้องการเสรีภาพเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะผ่านร่างกายตน

แต่ดูเหมือนว่า ทุกวันนี้ สังคมภายนอก ช่างไร้ระเบียบ อย่างจงใจมาก
เช่น วินัยการจราจร จริยธรรมข้าราชการ รวมถึง ธาตุแท้ของนักการเมือง ไม่พ้นโกง หลักฐานชัด ณ ยอดบ/ช

ดังนั้น ความมีระเบียบอย่างมีสำนึก ย่อมบ่งบอกถึง จริยธรรมที่สังคมขาดแคลนไปมาก

คำถามจึงอยู่ที่ว่า สถานศึกษามีเป้าหมายอย่างไรในการผลิตคน และ นศ.ต้องการอะไรจากการศึกษา?

โดยส่วนตัวแล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว สังคมไทยต้องการระเบียบวินัย แต่ในการทำงานต้องการจินตนาการที่เปิดกว้าง ซึ่งทั้งสองอย่างต้องบาลานซ์กันให้ลงตัว จะสุดโต่งอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้ เช่น เราต้องการนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้า วิจัยพัฒนา แต่ว่ามันก็ต้องอยู่ในกรอบบ้าง เราต้องการศิลปินพัฒนารูปแบบ แต่ไม่ใช่ไม่เห็นกฏระเบียบบริษัท เราต้องการนักการตลาดที่มีแนวคิดนอกกรอบ แต่ไม่ใช่ลากแตะไปหาลูกค้า

เราต้องสร้างระเบียบวินัยพื้นฐาน เช่นคนญี่ปุ่น แต่เราก็จะไม่ปิดกั้นแนวคิดการพัฒนา เช่นโตโยต้า...

คุณคนกรุงยกตัวอย่างประเทศญี่ป

คุณคนกรุงยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นขึ้นมา...
แต่แปลกนะครับ...โรงเรียนรัฐบาลของญี่ปุ่น เขาไม่ได้บังคับให้เด็กใส่ชุดนักเรียน
จะมีก็แต่โรงเรียนเอกชนเท่านั้นที่บังคับให้เด็กใส่ชุดนักเรียน

แต่ก็ไม่รู้ทำไมนักธุรกิจญี่ปุ่นมันต้องใส่สูทแบบเต็มยศกันแทบทุกคน
นักธุรกิจจากทางยุโรป-อเมริกากลับไม่ค่อยใส่สูทเต็มยศกันสักเท่าไหร่
ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะธรรมชาติของคนญี่ปุ่นนั้นแคร์และให้เกียรติผู้อื่นสูงครับ

ไอ้เจ้าระเบียบวินัยนี่ ผมว่าจริงๆแล้วมันสร้างยากมากนะครับ
ลำพังแค่โรงเรียนมันก็อาจสร้างระเบียบวินัยให้กับคนได้นิดหน่อย
แต่ครอบครัวและสังคมรอบข้างจะมีส่วนอย่างมากในการสร้างคน

ผมว่าระเบียบวินัยและการรู้จักเคารพคนอื่นนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างสูง
คนญี่ปุ่นนั้นจะมีความเคารพต่อผู้อืนสูงมาก ไม่เชื่อก็ดูตอนเขาคำนับกันนะครับ
คำนับกันไปๆมาๆแบบไม่มีใครยอมใครเชียวแหละครับ

ส่วนคนไทยเรานั้นไม่ค่อยจะรู้จักเคารพคต่อผู้อื่นสักเท่าไหร่
มักจะเหยียดหยามคนอื่นด้วยถ้าเขามีอะไรที่ด้อยกว่า
มันเป็นค่านิยมในสังคมแบบเลวๆที่สืบต่อกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนแล้ว

คือมันอาจจะพัฒนาการมาจากสังคมแบบไพร่-อำมาตย์ในอดีต
คนส่วนใหญ่เป็นข้าทาสบริวารของขุนนางคนโน้นคนนี้
แล้วความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นมันก็ยังฝังอยู่ใน DNA มาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อไหร่นะ คนไทยเราจะสำนึกตน รู้จักเคารพต่อผู้อื่น
รับฟังคนอื่น ไม่เหยียดหยามคนอื่นที่ด้อยกว่า
แค่นี้ก็จะส่งผลให้พัฒนาการประชาธิปไตยในไทยดีขึ้น

ทุกวันนี้ที่มันวุ่นวายทางการเมือง ก็เพราะคนไทยไม่รู้จักเคารพผู้อื่น
ไม่รู้จักยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ยอมรับการตัดสินใจของคนอื่น
จะบอกว่าตนเองดี มีระเบียบวินัย มันก็ไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้น หากไม่รู้จักเคารพผู้อื่น

ระเบียบวินัยมันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกครับ ถ้าคนมันไม่รู้จักเคารพคนอื่น
เพราะมันจะต้องมองว่าคนอื่นไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ต้องเชื่อมันเท่านั้น
ถ้าไม่ยอมเชื่อมัน ไม่หลีกให้มัน มันก็อาจใช้วิธีแผลงๆตะแบงไปจนได้ เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไงครับ

เด็กฟิลิปปินส์ไม่ต้องใส่เครื่

เด็กฟิลิปปินส์ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ!

ป.ล.เพิ่งรู้ว่าบล็อกนี้ของใคร :) ดีดี เขียนกันเยอะๆ สนุกดี

ถ้าบนร่างกายไม่มีเสรีภาพที่เร

ถ้าบนร่างกายไม่มีเสรีภาพที่เราจะเลือกแล้ว จะเหลืออะไรอีกละ?