อรวรรณ ชมพู และ มาลานชา กับบทกวี ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

 

ภาพของสุภาพสตรีสาวสวยสองคน
กลางทุ่งหญ้าสีน้ำตาล ณ ท่ามแสงตะวันสีทองชวนฝันทั้งสองภาพนี้ เป็นภาพของ คุณเจี๊ยบ - อรวรรณ ชมพู (คนซ้ายมือ)ที่สวยแบบคมเข้ม และ คุณนาย - มาลานชา (คนขวามือ) ที่ผมเคยนำภาพ Portrait ขาวดำที่สวยแบบหวานคลาสสิกของเธอ มาลงเป็นภาพประกอบเรื่อง “ความอ่อนแอ” ในตอนก่อน เป็นภาพถ่ายจากฝีมือการถ่ายของ Tou paycheck ซึ่งคนเดียวกันกับที่ถ่ายภาพ portrait ขาวดำของเธอ ในวันที่คุณมาลานชาและคุณ Tou paycheck อดีตเพื่อนร่วมชั้นมัธยมจากดาราวิทยาลัย ได้ชักชวนกันเดินทางไปให้กำลังใจคุณอรวรรณที่กำลังจะเปิดร้านกาแฟชื่อ ชมพู แบบเป็นทางการที่บ้านแม่ข้อน ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว ที่บ้านเกิดของเธอ เมื่อสองสามวันก่อน
 
สุภาพสตรีทั้งสองท่านนี้
ต่างรู้จักและสนิทสนมกับผมมานานหลายปี เคยร่วมทำงานกิจกรรมทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมมาด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง และที่มากกว่างานกิจกรรมที่ว่า...จนนับครั้งไม่ถ้วนในสมัยที่ผมเล่นดนตรีอยู่ในเมือง และยังพำนักอยู่มาใกล้ไม่ไกลกัน ก็คืองานร่วมดื่มเฮฮาปาร์ตี้ด้วยกันโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลและข้ออ้าง...ทั้งนอกบ้านและในบ้าน (ฮา)
 
เมื่อครั้งที่ร้าน สุดสะแนน จัดงานคอนเสิร์ตและอ่านบทกวีของผมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ทั้งสองคนนี้ก็อาสาสมัครมาอ่านบทกวีของผมร่วมกับสุภาพสตรีอีกมากมายหลายท่าน ผมจำได้อย่างแม่นยำ งานคอนเสิร์ตและอ่านบทกวีในค่ำคืนวันนั้นที่ร้านสุดสะแนน คุณเจี๊ยบ เธอเลือกอ่านบางส่วนจากบทกวีขนาดยาวที่ชื่อว่า มาจากไหน จะไปไหน ของผมที่เธอบอกว่าชอบมากๆ 4 บท ที่ผมเขียนแสดงทัศนะเกี่ยวกับชีวิตในมุมมองของผมที่เขียนในปี พ.ศ. 2544 เอาไว้ว่า
 
โอ้ ชีวิตคิดไปไร้สาระ
เห็นสัจจะรูปรอยการคล้อยเคลื่อน
แห่งชีวิตแห่งวิถีแห่งปีเดือน
มันไหลเลื่อนเป็นวงวัฏสัมพัทธ์กัน
 
อยู่ในโลกทำความดีมีคุณค่า
บางเวลาก็ขืนขัดอึดอัดอั้น
กับความดีที่น่าเบื่อ...ในบางวัน
ต้องอดกลั้นอดอยากต้องตรากตรำ
 
อยากจะทำความชั่วก็กลัวบาป
กลัวถูกสาปถูกเสียบถูกเหยียบย่ำ
แต่ความชั่วบางอย่างช่างงามล้ำ
จึงแอบทำบ้างด้วยรักสมัครใจ
 
ความเป็นคนของเราก็เท่านี้
ทำดีมั่งชั่วมั่งสั่งสมไว้
เมื่อถึงคราวผลบุญบาปมาคาบไป
ต้องชดใช้ตามราคาค่ากรรมเวร
 
ส่วนคุณ มาลานชา อ่านบทกวีที่ชื่อว่า ไฟชีวิต ซึ่งภายหลังเธอมาบอกผมว่า เธอไม่ได้ชอบงานชิ้นนี้ของผมที่จัดให้เธอเลย เพราะแลดูค่อนข้างเป็นปรัชญาไปสักหน่อย แต่ก็ปรับเปลี่ยนให้ไม่ทัน เพราะเธอมาบอกในนาทีสุดท้ายที่ในงาน
 
ต่อมา
ผมได้รับเชิญจากชมรมสถาปนิกล้านนาไปเล่นดนตรีพร้อมกับทีมอ่านบทกวีที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์สี่แยกกลางเวียงเชียงใหม่อีกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 ผมก็เชิญทั้งคุณอรวรรณและคุณมาลานชาอีก ปรากฏว่าได้แต่ตัวคุณมาลานชา เนื่องจากคุณอรวรรณติดงานตกแต่งร้านกาแฟที่เชียงดาว งานนี้คุณมาลานชาจึงมีเวลาได้เลือกบทกวีของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว ที่ชื่อว่า เธอ ที่เธอบอกว่าชอบมากที่สุด...ไปอ่านในงานที่น่ารักของชมรมสถาปนิกล้านนาอย่างสมใจ ดังนี้
 
เธอคือดวงแก้วมณี
ประดับชีวีแห่งฉัน
เธอคือพลังชีวัน
ผลักชีวิตฉันเจิดจ้า
 
มีเธอยืนอยู่เคียงใกล้
ใจสู้ฉันดังหินผา
แข็งแกร่งด้วยรักศรัทธา
ทุกวันเวลาใกล้ไกล
 
หวังเธอจะอยู่เคียงฉัน
ตราบจนชีวันหาไม่
วันนี้พรุ่งนี้ตลอดไป
ในโลกแห่งความหลอกลวง
 
เธอคือคนรักของฉัน
รักกันด้วยความห่วงหวง
ด้วยใจต่อใจทั้งปวง
เธอคือดวงแก้วมณี

 
 

ร้านกาแฟ ชมพู ของคุณอรวรรณ
ที่กำลังจะเปิดตั้งอยู่ริมถนนสายที่จะนำไปสู่อำเภอเวียงแหงที่อยู่ติดกับเขตชายแดนพม่า ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังอุดมไปธรรมชาติทุ่งนา ป่าเขา แม่น้ำ ลำคลอง และโบราณสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจ
 
ความจริงร้านกาแฟของคุณอรวรรณที่กำลังจะเปิดนี้ เป็นการขยายตัวและตกแต่งเพิ่มเติมจากร้านเก่าที่เธอเปิดเป็นร้านเล็กๆหน้าบ้านของคุณแม่ของเธอที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อขายเสื้อผ้า กางเกง กระโปรง ผ้าซิ่น ถุงย่าม กระเป๋าเงิน กระเป๋าถือ ที่ทำด้วยมือโดยนำผ้าที่มีลวดลายและสีสันสดใสจากชาวเขาเผ่าต่างๆมาออกแบบและตัดเย็บใหม่ผสมผสานกับผ้าฝ้ายและผ้าทั่วๆไป รวมทั้งเครื่องประดับประเภทสร้อยคอ กำไลมือ ต่างหู ฯลฯ ที่เธอทำมานาน และได้รับความนิยมเป็นอย่างดี และเป็นที่รู้จักจากปากต่อปาก
 
ประมาณว่าใครแวะเข้าไปไปร้านของเธอ ไม่ว่าโดยจงใจหรือบังเอิญเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ ยากนักที่จะอดใจไม่อยากได้อะไรสักอย่างติดไม้ติดมือออกมา เพราะงานของเธอที่ทำออกมาแต่ละชิ้นจะเลือกใช้แต่วัสดุที่ดีและคงทน และค่อยๆทำออกมาด้วยฝีมือที่ประณีตและงดงามน่าทึ่ง ตามอุปนิสัยของเธอที่เป็นคนรักสวยรักงามและละเอียดอ่อน
 
ผมมาดมั่นเอาไว้ว่า
หลังจากร้านกาแฟของเธอเปิดแล้ว ผมจะหาเวลาไปถ่ายรูปและเขียนถึงร้านของเธอแบบละเอียด เผื่อท่านที่เดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในอำเภอเชียงดาว เช่น ถ้ำเชียงดาว ดอยหลวงเชียงดาว สำนักสงฆ์หลวงปู่สิมถ้ำวัดผาบ่อง สถูปอนุสาวรีย์พระนเรศวรบ้านเมืองงาม โรงละครชุมชนมะขามป้อม หุบเขาผาแดง ของ ภูเชียงดาว นักเขียนหนุ่มเจ้าเสน่ห์เลือดคนเมืองเชียงดาวเต็มร้อย ฯลฯ จะได้แวะเวียนไปพักในร้านอันร่มรื่นเพื่อดื่มน้ำชากาแฟ และซื้อของที่ระลึกฝีมือคุณอรวรรณ ผู้หญิงที่คุณได้พบปะแล้วคุณจะรู้สึกสบายใจ เพราะนอกจากเธอจะมีอุปนิสัยเป็นคนรักสวยรักงามแล้ว เธอยังมีธรรมชาติของคนที่ชอบต้อนรับและบริการให้ความสะดวกสบายแก่ผู้คนที่ไปเยี่ยมเยือนแบบกันเอง

ถ้าหากคุณไม่โชคร้ายไปในวันที่เธอไม่เปิดร้าน
เนื่องจากเมื่อคืน...
คุณเจี๊ยบแกเผลอดื่มมากไปหน่อยเลยโงหัวลุกไม่ขึ้น
ก็ต้องตัวใครตัวมันนั่นแหละครับท่านผู้ชม.
 
13 กุมภาพันธ์ 2554
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
 
 

 

ความเห็น

มาลานชา

มาลานชา เข้ามาให้ข้อมูลในเฟชบุ๊คว่า ร้านกาแฟคุณเจี๊ยบ - อรวรรณ ชื่อเต็มว่า กาแฟชมพูเชียงดาว ครับ ขอบคุณมาลานชา

คุณถนอมท่าทางจะยุ่งนะครับ

คุณถนอมท่าทางจะยุ่งนะครับ จึงไม่ค่อยมีเวลาให้บล็อกกาซีนสักเท่าไหร่
ขอให้ร้านกาแฟกาแฟชมพูเชียงดาวของคุณเจี๊ยบขายดีด้วยครับ

จะว่าไปบริเวณแถวเชียงดาว - เมืองงาย - เวียงแหง - เปียงหลวง - บ้านอรุโณทัย - ดอยผาแดง - ดอยอ่างขาง ฯลฯ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และมีศักยภาพสูงอยู่ในตัวของมันเอง หากมีกิจกรรมอะไรกระตุ้นสักนิด อาจเรียกนักท่องเที่ยวให้คึกคักได้ไม่แพ้ปายหรือเชียงคาน แถวนั้นมีทั้งวิถีชีวิตของหลากหลายชนเผ่า มีทิวทัศน์หลายจุดที่งดงามแปลกตา มีทั้งน้ำตกที่ไม่ต้องเดินไกล มีอากาศหนาวเย็นไม่แพ้ที่ใด มีอะไรตั้งมากมายให้ผู้คนค้นหาความเป็นไป น่าจะมากกว่าปายหรือเชียงคานเสียด้วยซ้ำ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอาจจะไม่ค่อยได้สนใจในเส้นทางผ่านนี้มากนัก เพราะจุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ จะถูกวางแผนไว้ที่ดอยอ่างขางแล้วต่อเนื่องไปภูชีฟ้าซึ่งห่างไกลกัน ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องทำเวลา และมักไม่ค่อยสนใจอะไรในเส้นทางที่ผ่าน อีกอย่างหนึ่ง ในอดีตนั้นพื้นที่แถวนั้นมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างน่ากลัว เป็นเขตอิทธิพลของขุนส่าราชายาเสพติด ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีอะไรน่ากลัวกับคนในพื้นที่ นอกเสียจากว่าไปทำอะไรขัดแย้งกับธุรกิจของเขาอย่างรุนแรง เมื่อสิ้นขุนส่าไปแล้ว ภาพลักษณ์ดังกล่าวนั้นผมเชื่อว่าปัจจุบันมันก็น่าจะหายไป และผมก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งพื้นที่บริเวณนั้น น่าจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวมากขึ้นตามลำดับ

น้ำลัด ใช่ครับ

น้ำลัด ใช่ครับ เป็นช่วงที่ผมมีเรื่องหนักๆส่วนตัวเข้ามาในชีวิตหลายเรื่อง แต่ก็พอทำใจได้แล้ว ตอนนี้ก็เป็นปัยหาที่ดินร่วมกับญาติพี่น้องในครอบครัว เพราะตอนนี้มีคนมาซื้อที่ดินหน้าบ้านที่ทางบ้านผมเคยใช้เป็นทางออกตรงกลาง ตอนธนาคารปรับที่ขาย เขาขอให้ขยับไปออกตรงเขตมุมสุดของอาณาเขตที่ติดกัน

ตอนนี้มีคนมาซื้อ ล้มต้นไม้ใหญ่ ปรับที่ใหม่ เขามีท่าทีว่า ถ้าเราจะเอาทางออกเราต้องซื้อเอาจากเขา เพราะเขาบอกผ่านน้องสาวผมว่าแล้วแต่ศาลจะตัดสิน นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้คิดแบบชาวบ้านเช่นน้องสาวของผม ที่คิดตามขนบเดิมประมาณว่าถ้าเราซื้อที่ที่หนึ่งที่เคยเป็นทางออกของคนที่อยู่ในที่ตาบอด เราต้องสละที่ให้เขาได้เขาออกตามเดิม ซึ่งเป็นเรื่องของน้ำใจ

แต่ในยุคนี้คงเหลือคนที่คิดแบบนี้น้อยเต็มที ก็ดูๆกันไป ตอนนี้น้องสาวผมกำลังวิ่งไปปรึกษาทนายอาสาที่อำเภอ (เพราะยังหวังว่าเขาควรจะให้เปล่าๆ) ส่วนตัวผมก็เพิ่งโทร.ไปหาเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยเป็นอดีตสว.ที่เคยต่อสู้เรื่องที่ดินให้แก่ชาวบ้านมาก่อน เพื่อที่จะรับมือ และยอมรับความพ่ายแพ้ให้สูญเสียน้อยที่สุด เพราะฟังๆดูตามกฎหมายที่คุณน้ำลัดอธิบายให้ผมในคราวก่อน เขาไม่มีกฎหมายบังคับในเรื่องนี้ใช่ไหมครับ นั่นคือแล้วแต่เจ้าของเขาจะให้หรือไม่ให้ แต่ผมฟันธงเอาไว้แล้วว่าเขาไม่ให้ฟรี เพราะดูเหมือนเขาจะซื้อเพื่อเก็งกำไรขาย

เชียงดาวในสายตาของผม กำลังพอดีๆ และผมอยากจะเห็นเชียงดาวค่อยๆเป็นที่รู้จักจากปากต่อปาก มากกว่าถูกแนะนำจากการโฆษณาของรัฐและทุนที่มักจะติดตามมาด้วยการสร้างอะไรต่อมิอะไรที่น่าเกลียด และไม่สอดคล้องกับภูมิทัศน์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนภาพลักษณ์ที่คุณว่า เดี๋ยวนี้น่าจะเป็นตำนานที่เลือนลางไปแล้ว ขอบคุณมากๆครับที่เข้ามาไตร่ถามความทุกข์สุข

อ้ายหนอม ภาพแรก น่ากลัว

อ้ายหนอม

ภาพแรก น่ากลัว แดดกร้าว มาเป็นก้อนใหญ่ เห็นขู่ซังข้าวแทบไหม้เกรียม สองคนกล้า กลับกอดกันเหมือนเขียดเล่นฝน

ภาพสอง ดูผ่อนคลาย เขากอดกันจนหน่าย ใต้แดดเดิม

ลองกลับไปดูภาพ มาลานชา ในความอ่อนแอ ดูเหมือนแสงสีดำ มีอิทธิพลเหนือกรอบรูป ถึงกระนั้น ประกายสีขาว ดึงดันประหนึ่งหาญสู้ท้าชิงพื้นที่เล็กๆ ไล่สีดำ ค่อยเลือนหาย ผุดโผล่พวกแก้ม ข้างจมูก ใต้สายตามั่นคง บังคับรอยยิ้มแกมกระหยิ่มตรงมุมปาก

ผมไม่ได้ชอบ มาลานชา

แต่ชอบสีขาวเล็ก กล้าไล่ จิ๊กโก๋สีดำ ในอาณาเขตรูปภาพ มันเป็นความสวยงาม

พอจะแก้ปัญหาที่ดินของคุณได้หรือเปล่า?

โสมคาน ครับ ประมาณว่า

โสมคาน ครับ ประมาณว่า อยากได้ภาพที่มีวิวสวยเป็นแบคการวด์ต้องอดทนหน่อย (เรื่องแบบนี้ผู้หญิงทั้งโลกเขายอมกันอยู่แล้ว ฮา ) ขอบคุณครับสำหรับความชื่นชมภาพขาวดำ (ความจริงเขาเรียกว่าสี ซีเปีย ถึงจะถูก ผมใจร้อนไปหน่อยเลยเรียกว่าภาพขาวดำ) ของมาลานชา ที่คุณพินิจอย่างละเอียด

เรื่องที่ดินคิดว่า น่าจะเป็นปัญหาที่หาทางคลี่คลายได้ ได้รับคำปรึกษาจากหลายฝ่ายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้ เขาบอกว่าทางกฎหมายเขาเรียกว่า "เป็นทางภาระจำยอม" ของเจ้าของที่ดินที่จะต้องเปิดให้แก่ครอบครัวผม แต่ก็คงดูกันต่อไป ว่ามีกฎหมายนี้บังคับจริงหรือเปล่า เพราะคราวก่อนโน้นคุณน้ำลัดเคยชี้แจงผมว่า แล้วแต่เจ้าของที่เขา ถ้าเป็นอย่างที่คุณน้ำลัดว่า เขาต้องบีบบังคับให้เราซื้อแน่ๆ (เพราะดูท่าทีเขามองเห็นแต่ เงิน เงิ น เงิน) นั่นหมายความว่าไม่มีกฎหมายบังคับ เราก็คงต้องยอม หรือไม่ก็ต้องหาทางออกทางสวนร้างด้านข้าง ถ้าเขาปิดไม่ให้ออก เราฟ้องแล้วพ่ายแพ้ และไม่มีเงินหลักหมื่นไปจ่ายค่าที่ทางออกให้เขา แต่ตอนนี้เขาบอกว่ายินยอมให้เข้าออก แต่ต้องยอมรับรู้เป็นที่ของเขา และเขากำลังจะปักหมุดอาณาเขต นี่ ป็นที่ที่เขาซื้อมาปรับปรุงเพื่อขายเก็งกำไรครับ ทราบมาว่า ซื้อ 1 ล้านห้าแสน จะประกาศขาย 6 ล้าน หลังจากปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณครับที่เข้ามาสนทนาด้วย

อ้ายหนอมเขียนเรื่องราว

อ้ายหนอมเขียนเรื่องราว บทความนี้ทำให้รู้สึกว่าร้านชมพูเชียงดาวน่าไปเยี่ยมเยือนนัก
เชียงดาวเป็นเมืองน่ารัก มีกลิ่นอายที่ไม่มีวันจางของท้องนา ไหล่ดอย ชนเผ่า ชาวบ้าน ร้านรวง ตลาด และวิถีลูกทุ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่ง
ยิ่งร้านชมพูเชียงดาวของเจี๊ยบอยู่ในตำแหน่งภูมิประเทศที่สวยงาม
เมื่อมองจากทิวทัศน์หน้าร้านเสมือนใกล้ชิดจนเกือบสัมผัสได้ทั้ง ดอยหลวงและดอยนางที่พาดเหลื่อมกันอยู่

ส่วนภาพถ่ายที่อ้ายหนอมเลือกเอา 2 ภาพมาประกอบนั้น เซ็ทนี้มีทั้งหมด 7 ภาพ
ต้องให้เครดิตช่างภาพมากเลยค่ะที่ถ่ายรูปออกมาได้อารมณ์ร่วมสมใจของเธอ
เวลาในขณะนั้นประมาณห้าโมงครึ่ง เธอบอกพวกเราว่า "เธอสองคนไปยืนตรงนั้น" พรางชี้ไปที่กลางสายแดด
ฉันถามย้ำ พรางชี้ตาม "ตรงนั้นน่ะนะ" เธอเร่งซ้ำ "เร็วๆ ด้วยก่อนที่ตะวันจะลับไปหลังดอย"
เจี๊ยบในฐานะเจ้าถิ่น รีบฉุดดึงแกมลากฉัน "ใช่ ๆ ต้องเร็ว ๆ มีเวลาแค่แป๊บเดียว สายัณห์รัญจวน ไม่ถึงห้านาที"
ฉันวิ่งตามเจ้าถิ่น จนผ้าซิ่นเกือบหลุด พอขึ้นคันนาได้ก็โพสท่าตามคำสั่งช่างภาพ "เฮ้ย ๆ กอดกัน"
เออวะ "กอด กอด" ฉันกะเจี๊ยบพูดพร้อมกันผลัดกันกอดกันไปกอดกันมา
"เงยหน้าขึ้นรับแดด" "ยิ้มด้วย" "ทำท่าอารมณ์ดี""เจี๊ยบกางแขน""มาลานชาย่อเข่า"
สาระพัดท่าทางที่เธอตะโกนบอกให้พวกเราทำตาม และมีหรือพวกเราจะยอมแพ้ ทำตามได้หมด
และแล้ว ภาพก็ออกมาสวยงามสมใจช่างภาพทั้งหมด ..เออนะ กล้องมันดี เอ๊ย!ไม่ใช่ ตากล้องเก่งค่ะ

มาลานชา

มาลานชา ขอบคุณครับที่ให้รายละเอียดทิวทัศน์จากมุมมองร้านชมพูเชียงดาว พี่เองก็รู้สึกเช่นนั้น และอีกหลายแห่งในเชียงดาวที่เราได้สัมผัสความงามแ้ล้ว เรารู้วาบหวามเหมือนจะระลึกชาติได้ อาจจจะเป็นเพราะว่าที่นั่นเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังไม่ถูกเมืองสมัยใหม่สร้างทับซ้อนลงไป

อือม์ แสดงว่าช่างภาพเขาเอาจริง และพบสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆเข้าแล้ว หลังจากพยายามทำอะไรมาหลายอย่างในชีวิต (ไม่เชื่อลองแกล้งไปคุยๆกับเธอดู แล้วจะทึ่งในการแสวงหาสิ่งที่ตัวเองรักของเธอ) แม้กระทั่งไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยว ที่พี่เชื่อว่าเธอต้องจ่ายค่าเรียนด้วยราคาแพงแน่ๆ

ว่างๆลองเลียบๆเคียงๆ (ฮา) ขอสูตรทำก๋วยเตี๋ยวจากเขามาเผยแพร่เป็นวิทยาทานแก่คนทั่วไป จะได้เป็นบุญกุศลกันทั่วหน้า ดีกว่าเก็บวิชาความรู้ดีๆเอาไว้ขึ้นรา (ฮา) พี่เชื่อว่า จะต้องเป็นสูตรเด็ดแน่ ก็อย่างที่เราเห็นๆกัน Tou เธอมีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ที่เห็นได้เด่นชัดและหาได้ยาก นั่นคือเธอเป็นคนจะเลือกใช้แต่ของที่ดี ก็ดูกล้องถ่ายรูปของเธอสิ...ของเล่นแบบเด็กๆเสียเมื่อไหร่ ขออวยพรให้เธอเป็นมืออาชีพที่ก้าวหน้าตลอดไป สวัสดี

ขอเพิ่มเติมข้อมูล

ขอเพิ่มเติมข้อมูล ที่ผมเขียนว่า ภาพขาวดำ portrait ของมาลานชา ที่ถูกคือ ภาพสีซีเปีย (ประกอบโทนสี ดำ น้ำตาล ขาว ) และที่คุณโสมคานนึกเป็นห่วงว่าน้องคงจะถ่ายภาพกลางแสงแดดจัดจ้า ก็เลิกเป็นห่วงได้แล้วครับ เพราะมาลานชาเข้ามาให้ข้อมูลจากที่เธอโพสท์เข้ามาข้างบนนั่นว่า ถ่ายภาพกันตอน 5 โมงเย็น ก่อนตะวันจะลับฟ้า อา...ช่างแสนจะโแมนติกเสียนี่กระไรน้องเรา !

ภาพถ่ายเซ็ทนี้เป็นภาพที่น่าสน

ภาพถ่ายเซ็ทนี้เป็นภาพที่น่าสนใจตรงที่เป็นถ่ายย้อนแสงทั้งหมด ต้องใช้ฝีมือล้วน ๆ ค่ะ

ปล.ถึงคุณโสมคาน ที่บอกว่า "ผมไม่ได้ชอบมาลานชา"
ไม่เป็นไรค่ะ เพราะมาลานชาชอบคุณ

ปล่อยก๊ากกกกกก ก๊าก เลย

ปล่อยก๊ากกกกกก ก๊าก เลย ที่ี มาลานชา 'post ในตอนท้ายว่า... " ปล. ถึงคุณโสมคาน ที่บอกว่า ผมไม่ได้ชอบ มาลานชา "ไม่เป็นไรค่ะ แต่ มาลานชา ชอบคุณ" โอ้ ขำกลิ้ง เล๊ย แล้วตอนนี้ โสมคาน ยังไม่ชอบ มาลานชา อีกเหรอ hi hi

อ้ายหนอม ลึกๆแล้วผมชอบแทบทุกอ

อ้ายหนอม

ลึกๆแล้วผมชอบแทบทุกองค์ประกอบ ที่ช่วยกันเนรมิต ภาพเหล่านี้

หมายรวมถึง ชม ภูเชียงดาว
ต้นไม้ใบหญ้า
ตากล้อง คุณ ตู่ จ่ายเชค
แหละคุณด้วยนั่นแหละ มาลา นชา

เป็นห่วงด้วยเหตุสองประการ มาลานชา อย่าหลงคำบัญชาจากตากล้องจนเกินเหตุ
ผมไม่กลัวคุณตกคันนา แต่หากรีบร้อน กว่าที่คุณสาธยายมาอีกนิดเดียว จังหวะที่
"ฉันรีบวิ่งตามเจ้าถิ่น จนผ้าซิ่นเกือบหลุด" แล้วตากล้องจับภาพไว้ทัน ผมกลัวความงามทวีคูณ

ประการที่สอง ผมไม่ชอบจิ๊กโก๋ สองภาพนี้ แสงมัน ซ่า จัดจ้าน ยึดพื้นที่เป็นเจ้าเรือน
แม้จะเป็นแดด ยามรอนก็ตาม

ผมพาลไม่ชอบตะวันเสียงั้นแหละ
อ้ายแสงดาว ....
...โน้มคอพระอาทิตย์ ลงมาที ผมจะตีเข่าเอง

โสมคาน

โสมคาน ขอบคุณครับที่บอกเล่าความในใจมาอย่างแจ่มแจ้ง ส่วนพระอาทิตย์ที่ตกอยู่ในฐานะเป็นจำเลยในภาพนี้ ผมขอมอบให้คุณโสมคานกับอ้ายแสงดาวรับภาระไปพิจารณาความผิดของแสงอาทิตย์ด้วยกันสองคน แต่ขอให้ระวังในเรื่องเขตชายแดนเอาไว้ให้ดีหน่อยนะครับ เพราะผมเกรงว่าเรื่องจะยืดเยื้อ และเสียกำลังไพร่พลที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรโดยใช่เหตุ สวัสดี

อ้ายโสมคาน อ้ายฯ อยากตีเข่า

อ้ายโสมคาน อ้ายฯ อยากตีเข่า ใส่คอเธอมากกว่า เพราะได้ข่าวว่า อ้ายโสมคานเคยเป็นนักมวยตอน เรียร มช. รุ่นอ้ายไพฑูรย์ ฯ หรืออาจรุ่นปี้รหัสอ้ายไพฑูรย์ ได้ข่าวว่าตอน เอ็นสะท้านเข้าได้ อ้ายโสมคาน ใช้บารมีของท่านพุทธทาส ไปพำนักที่วัดอุโมงค์ ที่เจ้าคุณปัญญาฯ สหายธรรมของท่านพุทธทาสฯ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ตกลงอ้ายโสมคาน ล๊วก ขนาดบาทเดียว ... อยู่ฟรี กินฟรี แล้วตะเองหิ้วตระกร้าเดินตามก้นตุ๊เจ้า ไปช่วยขนอาหารที่ญาติโยมใส่บาตร ให้ตะเอง เขมือบทุกมื้ออะเป่า? (อย่าเอาเปรียบเปิ้นเน้อ ha ha ) ... และมีข่าวก๊อสซิบ อ้าย โสมคาน ตั๋วดีแหม ว่า ตอนเรียนเป็ฯ เฟรชชี่ น้องใหม่ต้องมีปี้รหัส คอยดูและ แต่อ้ายโสมคานหายแซ๊บไปเลย เพราะไปอยู่กินฟรีที่วัด (ล๊วกขนาด บ่าเฮ๊ย) ปี้รหัสตามหาขนาดเพราะต้องรับผิดซอบ แต่บ่าคนล๊วกนี้หายแซ๊บหายสอยจนวันหนึ่งอ้ายคนนี้ก่ได้เผชิญหน้ากะปี้รหัส ปรากฏว่าปี้ระหัสเป๋นแม่ญิง งามขนาด อ้ายโสมเกาหลี ถึงกะตกตลึง พูดในใจว่ารู้งี้กูมาหาปี้ ตั้งแต่แรกเลย (เออ ตัวฉานคิดเอาเองว่า ไอ่น้องโสมเกาหลี่นี่ เห็นปี้ละหาดงาม คงคิดอยาก ปี้ ปี้ แก ... แหะ แหะ ตัวฉาน คิดอาววววเอง) ปี้รหัสก่เลยปาน้องหละหาดไปเลี้ยงอาหารที่โรงแรมหรูๆ (อ้ายแสดงดาวก็คิดว่า ปี้ระหาด ...(บ่ไจ้ชายหาดเน้อ ตี้จะไปนอนดูดาว ฟังเสียงคลื่นซัดชายฝั่งแบบโรมานซ์คาธอลิค เน้อ... hi hi ) ไอ่น้องโสมเกาหลีนี้ก็ดูหล่อลงหลิ่ง แต๊ๆ อี่ปี้รหัสก่คงซอบ เหมียน กั๋น วันหลังวันหน้ามีบุญอาสนา ป๊บไอ่น้อง ขี้เกาหลีนี้ ต้องถามหล่ะ ว่า ได้ฮดฮามกั๋นก่? แน่อ้ายแสงเมา ศรัทธาม่วน ซักจะทะลึ่งทะเล้น แย้ว ha ha .... bye bye ... รีบ open ก่อน กั๋วโตนตี๋น อ้ายโสมเกาหลี เจ้า

อ้ายแสงดาว ขอที

อ้ายแสงดาว ขอที เลิกPR
เหตุด้วยข้าเลิกคิด ติดความหลัง
อีกทั้งอาย ขายหน้า เรื่องบ้าจัง
คราวเมื่อครั้งอยู่วัด เล่นหมัดมวย

มีอีกเรื่องสั้นยาว ไม่เข้าท่า
พี่รหัส ดุจดารา สาวแสนสวย
เราเป็นน้องไม่ดี พี่เกือบซวย
บอกพี่ช่วย รักผมที รักพี่จัง

จากวันนั้นผ่านมาผมแทบเละ
ดั่งโดนเตะด้วยตีนสิ้นความหวัง
เพราะเจ้าน้องตัวดี พี่สาวชัง
เก็บตัวขัง เข้ากุฏิวัดที่เดิม

ยังโชคดีไม่ม้วย พระช่วยบอก
มึงมัน ควายบ้านนอก อย่าฮึกเหิม
ทุกข์ไม่อยู่ทนนาน เดี๋ยวหมดเทอม
ท่านเลยเติม ศอกงาม อีกสามที

โสมคาน

โสมคาน คุณโสมคานเขียนบทกวีใในูปแบบฉันทลักษณ์กลอนแปดอย่างคนที่มีฝีมืเชี่ยวชาญเลยนะครับ คือได้ทั้ง คำ ความ สัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสระหว่างบท เสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค และอารมณ์ของเนื้อหา ครบถ้วนขบวนการ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่คุณอยากลืม และบอกว่า "ด้วยเหตุข้าเลิกคิดติดความหลัง" แต่มันก็ได้กลายเป็นงานศิลปะกวีชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งที่งดงาม ลีลาบทกวีแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงแรงโบว์กวีหนุ่มฝรั่งเศส ที่เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและการขบถต่อกฏเกณฑ์ต่างๆในสังคม คือเขาจะมีคำลุ่นๆที่เป็นคำธรรมดาสามัญ(แบบที่คุณใช้ เช่น ตีน ศอก หมัดมวย ควายบ้านนอก) ที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากับโทนภาษาแบบวรรณคดี (หรือศักดินา) แต่ทำให้เกิดความงามใหม่ที่มีชีวิตชีวา เพราะการ Contrast (การตัดกัน) ระหว่างภาษาคนละชุดที่ที่คุณนำมาหลอมรวมกัน ทำให้งานดูสด ได้อารมณ์แบบแสบๆคันๆ และจินตนาการแบบเซอร์ๆ มีที่มา มีที่ไป

โชคดีที่คุณได้ไปอยู่กับพระและวัดที่ดี และให้หลักธรรมสำคัญที่เราเรียกกันว่าไตรลักษณ์แก่คุณแบบเข้าใจง่ายว่า
"ทุกข์ไม่อยู่ทนนาน เดี๋ยวหมดเทอม"
อย่าลืมขอบคุณท่านนะครับ ส่วนเรื่องราวของแรงโบว์ ถ้าสนใจลองถามกูเกิ้ลดู
สวัสดีครับ

อ้ายหนอม ขอบคุณครับ ความจริงผ

อ้ายหนอม

ขอบคุณครับ

ความจริงผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องบทเรืองกลอน แต่คงมีพื้นฐานเป็นคนบ้านนอก ชอบเพลงลูกทุ่ง
โดยหน้าที่การงาน ก็เป็นเรื่องสนุกสนานกับพี่น้องชาวบ้าน

คิดแบบบ้านๆ พูดแบบบ้านๆ สบายใจดี

แต่บางวัน อยากเป็นผู้ดีขึ้นมา ก็ทุเรศกับถ้อยวาจา ของตัวเองเหมือนกัน

ดีๆร้ายๆอย่างนี้แหละ เลยต้องอาราธนา คำพระมาไว้กับเนื้อกับตัว

ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยย้ำเตือน ผมจะลองค้นดูตามที่แนะนำ

ชวนพรรคพวกคุยเรื่อง อรวรรณ ชมพู มาลานชา และบทกวีของคุณดีกว่า

อ้ายแสงดาว ท่านชอบชักใบให้เรือเสียอยู่เรื่อย แล้วผมก็พลอยพ่วงไปกับแก

อีกอย่าง.....ผมเขิน

โสมคาน

โสมคาน อย่าไปถือสาพี่ใหญ่เราเลย คนที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือว่าหมดไปแล้ว (ฮา) แบบที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า เลือดจะไปลมจะมา...อารมณ์ย่อมจะผันผวนและเผลอหลุดออกมา (โดยมิได้เจตนา) ให้ชาวบ้านเขาหัวใจจะวายกัน อย่างนี้แหละครับท่านผู้ชม (ฮา )

อย่าเขินเลยเกี่ยวกับบทกวีของคุณ ผมพูดไปตามความรู้ที่ผมรู้มา และมีความรู้ในเรื่องนี้จริงๆด้วย (มากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) และก็พูดด้วยความจริงใจ ผมว่าสิ่งที่สังคมไทยขาดไปอย่างหนึ่ง คือ เราไม่มีวัฒนธรรมสังคมแบบที่คนทางตะวันตกเขามี นั่นคือเวลาคนๆหนึ่งทำสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่วาคุณจะเป็นใคร เขาจะบอกทั้งเจ้าตัว และบอกให้สังคมรับรู้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน และเขาก็ภูมิใจที่เขาเป็นคนค้นพบ สวัสดี

มาเงี่ยหูฟังเสียงเงียบผ่านบทค

มาเงี่ยหูฟังเสียงเงียบผ่านบทความทั้งมวล..สำหรับคำติ-ชมผลงานตัวเองที่อ้ายหนอมให้เกียรติเอามาเป็นภาพประกอบกับบทความและการกล่าวถึงของระดับมืออาชีพชั้นครู..ทั้งภูมิใจและหวาดหวั่นเล็กน้อยเพราะโดยปกติจะเป็นงานที่ทำออกมาเพื่อความสุขเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียวและ/หรือสนุกๆกันในหมู่เพื่อนฝูง..ทุกตัวอักษรที่ผ่านตาทำให้อดดีใจลึกๆไม่ได้ทั้งในส่วนที่คาดถึงและคาดไม่ถึง..เพื่อการพัฒนาตัวเองในมุมมองของงานต่อไป..

ด้วยความเคารพค่ะ..อย่างน้อยเหตุและผลที่ท่านทั้งหลายได้มีความสนใจในงานของตุ๊..จะเป็นแนวทางในแง่หลักปฏิบัติและการปรับปรุงเฉกเช่นรสชาดของอาหารที่บางที่ไม่กลมกล่อมซักเท่าไรให้มีโอกาสเป็นอาหารที่อาจจะขึ้นเหลาได้ในเวลาต่อไปภายหน้า..น้อมรับด้วยใจจริงว่า..ชอบมากกับการที่งานได้ถูกแยกแยะรายละเอียดออกมาปานนี้..ซึ่งตามปกติ..แม้กระทั่งตัวคนทำงานเองยังคาดไม่ถึงจริงๆ..

หวังว่า..คงจะได้รับโอกาสแบบนี้ไปเรื่อยๆ..ในงานชิ้นต่อๆไป..นะคะ..
อ้ายหนอมก็กล่าวเกินไปเรื่องการเลือกใช้ของดีๆเกินจริง..ในวงการถ่ายภาพสิ่งที่ตุ๊ได้เลือกสรรมาใช้ก็แค่ระดับสมัครเล่นเท่านั้นเอง..แต่มันพอที่จะมีความสามารถสนองความต้องการของเราได้ในระดับหนึ่ง..หากแม้ว่ามีโอกาสได้พัฒนาฝีมือแบบนี้ไปเรื่อยๆก็คงต้องค่อยๆว่ากันไปอ่ะค่ะ..

สำคัญคือ..ขอให้ได้มีโอกาสได้รับคำติ-ชมจากบรรดาปรมาจารย์แบบนี้บ่อยๆ..คงได้นอนหลับฝันดีถึงงานดีๆให้มากขึ้นในโอกาสต่อไป....ด้วยความยินดีจากใจโดยแท้...

เรียน คุณโสมคานผู้น่ารัก(ตามภาษาบทความที่น่าทึ่ง...)

ตุ๊ เอาคืน...นะคะ...ไม่ใช่..ตู่ จ่ายเช็ค...ไม่มีจ่ายค่ะเพราะในบ/ชทุกวันนี้..
มีแต่ตัวเลขสีแดงแจ๋ร่วมสมัยเลยอ่ะค่ะ..^ ^
มาลานชาก็ว่าเกินไป...นางแบบของตุ๊ก็สนุกสนานในอารมณ์ที่มีต่อธรรมชาติน้อยซะเมื่อไร..
หากไม่มีอารมณ์ร่วมแบบธรรมชาติในตัวของเธอและอรวรรณ..แล้ว..
รูปบางรูปคงไม่ได้อารมณ์ออกมาแบบนั้นหรือสายตาแบบนั้น..ทีเดียวเชียว..
หากมีส่วนดีในงานแล้ว...ก็ต้องขอบคุณความในใจที่มีต่อกันทั้งสามคนในฐานะผู้ร่วมทาง..
และมิตรภาพที่ให้กัน..จึงแสดงออกมาได้แบบสมใจนึกช่างภาพเป็นผลงานชิ้นนี้..อ่ะค่ะ...

(แอบชอบคำว่า..จิ๊กโก๋..สองภาพนี้จริงๆ...อืมมม..จริงแฮะ..เค๊าใหญ่เป็นเจ้าเรือนพอตัว...อิอิ)

และ...ในงาน"ความอ่อนแอ"นั้น..แสงในงานนั้นมืดสุดๆ..แต่แววตาของมาลานชาในความมืดนั่นเอง..
ทำให้..คนถ่ายรูป..ทำงานง่ายขึ้น...
ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ชี้ทาง...

อ้ายแสงดาวที่รัก...คนนี้ไม่ค่อยสนใจ"ภาพรัก"ตัวเองซักเท่าไร..ซึ่งตุ๊เองก็เก็บภาพเปิ้นไว้เยอะแยะ
ไม่เห็นสนใจจะมาถามถึง...สงสัยคงเบื่อภาพตัวเองที่ไปไหนมาไหนมักจะมีอยู่ในเกือบทุกกล้องของทุกคน..
ในทุกที่เสมอมา....อะไรก็ได้..อันนี้เชื่อจริงๆ...เดี๋ยวว่างๆจะรวมอัลบั้มให้เน้ออ้าย....
จะเอาแบบในประเทศหรือ..ต่างประเทศดี...บอกมาก่อน...เพราะกลัวจะมา..งง..ตอนหลังอีกว่า..
"มันงานไหน..ว๊ะ..เนี่ยยย....."..ป่วยใจ..ช่างถ่ายรูป...อิอิ...

ขอกราบงามๆขอบพระคุณทุกท่านที่เอื้อเฟื้อ..บทความ...ดีใจจัง!

ตุ๊...^ ^

Tou Paycheck

Tou Paycheck ขอบคุณจ้า..ที่มาร่วมสนทนาและเปิดเผยความในใจ ต่อการถูกพูดถึงภาพถ่ายของฝีมื tou ซึ่งเป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละท่าน รวมทั้งมุมมองของ tou ที่มองดูตัวเอง บ้างมองเหมือนกัน บ้างเหลื่อมกัน แต่ก็ไม่ได้ต่างกันจนถึงขนาดคนละขั้ว สรุปแล้วโดยภาพรวมก็คือ เรายังคงต่างมองไปในทิศทางเดียวว่าภาพสวย ถึงแม้ผมอาจจะดูเ่ว่อร์ไปหน่อย แต่ก็เป็นมุมมองของ Tou เพียงคนเดียวที่รู้สึกว่าผมเว่อร์ ในขณะที่มุมมองของใครคนหนึ่งที่ไม่ได้ออกมาแสดงความเห็น (อะแฮ่ม) อาจจะบอกว่าที่ผมพูดยังน้อยไป เห็นไหม ...นี่คือเรื่องของมุมมองที่ยากจะชี้ขาดว่าของใครเจ๋งที่สุด ใครถูกต้องที่สุด ใครพอดีกับเหตุและผลที่สุด (เรื่องนี้เถียงกันมาหลายร้อยปีแล้ว ยังหาข้อยุติไม่ได้ ฮา) เช็คสเปียร์พูดว่า

สองคนยลตามช่อง
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งมองเห็นดวงดาว
ผมเป็นคนโชคดี โผล่หน้าออกไปยลตามช่องทีไร ก็มักจะเห็นแต่ดวงดาว
และสบายใจ เพราะผมมองออกไปแล้ว ผมมองเห็นดวงดาวจริงๆ
ไชโย !
มันอยู่ที่นั่นคุณเห็นไหม เพียงแค่เงยหน้าขึ้นไปมองคุณก็จะเห็น !
สวัสดี

เรียน คุณตุ๊ เห็นอ้ายหนอม

เรียน คุณตุ๊

เห็นอ้ายหนอม แกเริ่มออกอาการ ไม่ค่อยลงมาเยี่ยม Blog ของตัวเองอยู่พักหนึ่ง เจ้าประจำอย่างน้ำลัด เขาจับทางได้ แหย่จน ความทุกข์อ้ายหนอม หางโผล่ออกมา ตามคำสาำำรภาพ ที่อ้างแล้ว ด้านบน

แกเป็นปรมาจารย์ ด้านยั่วยุ ทุกท่านในมีกำลังใจ แต่วันนั้นแกสะดุดขาตัวเอง

เป็นทุกข์ แต่ยังมีแรงขับ นำเสนอภาพสวยๆ ออกมา ด้วยมีคนในภาพเป็นแรงบันดาลใจ (เอ้า ฮา ตามแบบอ้ายหนอม..ดีกว่าเขียนให้ชาวบ้านด่าแบบแสงดาว ..ฮา อีก อย่าลืมวงเล็บ)

ผมวนหาทางออก ผ่อนทุกข์ ให้

พลันเหลือบไปสบตา มาลานชา ในความอ่อนแอ
ฮะแรก คิดว่า โมนาลิซา แปลงร่างมา แต่ดูรูปพรรณสัณฐาน น่าจะมีมัดกล้ามแข็งแรงกว่า เลยเชื่ออ้ายหนอม ว่าเป็นหมู่เฮานี่แหละ

เห็นมายา ในภาพนั้น สีแสง อันเป็นองค์ประกอบของความงาม เลยโพล่งออกมาว่า ชอบสีขาวเล็ก ที่กล้าไล่สีดำใหญ่ เข้มบ้าง จางบ้าง เกลี่ยเป็น ปาก คอ จมูก พวงแก้ม

เพียงสีขาว มีความกล้า ก็ปรากฏใบหน้าแห่งความงาม เป็นประเด็นที่ผมอยากเสนอแด่อ้ายหนอม ให้มันเอื้อมมือคว้าท่อนไม้เล็กๆสีขาว ในทะเลทุกข์สีดำที่บ้าคลั่ง วันหนี่งมันต้องถึงฝั่งทะเล

ไม่อยากให้ใครหน้ามืด ไร้แววสีขาว

ผมเพ่งมองภาพมาลานชา อยู่นาน กว่าจะได้สติระลึกได้ ว่าเป็นเพียงภาพ ไม่ใช่ตัวตนของเธอ
ผิดด้วยเหรอ ที่บอกว่า ผมไม่ชอบคุณ แต่ผมชอบภาพคุณ

แล้วเป็นชนวน ให้พินิจ อีกสองภาพ ที่ตามมา จนผมต้องชวน แสงดาว มาทะเลาะ กับจิ๊กโก๋แสงอาทิตย์

จนถึงวันนี้ พระอาทิตย์ยังไม่กล้า เผชิญหน้า แสงดาว เพราะดันไปนัดกันตอนสามทุ่ม พระอาทิตย์หลับแล้ว ..ฮา

ที่พล่ามมาทั้งหมด อยากขอบคุณ คุณตุ๊(เจ้่่่า) และอ้ายหนอม ที่นำเสนอสิ่งที่ดีสู่ชีวิต

หวังว่าคงเข้าใจ

ด้วยความเคารพนับถือ
โสมคาน