ว่าด้วยการปิดประตูใส่หน้าผู้แทนพระองค์และประเพณีการกระชากประธานสภาในเมืองผู้ดี

เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองสองสามวันมานี้ทั้งที่อยู่ในและนอกสภาและทั้งที่มาจากศาลรัฐธรรมนูญทำให้ผมนึกถึงประเพณี “แปลกๆ” สองสามอย่างในสภาสหราชอาณาจักร (อังกฤษ ฯลฯ)*จะขอเล่าให้ฟังคราวๆดังนี้ครับ

๑ ว่าด้วยเรื่องการกระชากลากดึงประธานสภาผู้แทนฯ (Speaker of the House of Common)

โปรดดูตัวอย่างการ "ลากจูง" ครั้งล่าสุดที่ http://www.youtube.com/watch?v=HtlvyeNGzFM โดยเฉพาะหลังนาทีที่ 2.00

อย่าคิดไปเชียวนะครับว่าไอ้การกระทำ “เชิงสัญลักษณ์” (ขออนุญาตยืมคำพูดหมอวรงค์... ฮา) มันมีอยู่แต่ในบ้านเรา   จริงๆสภาผู้ดีเค้าก็ประพฤติประฏิบัติ “คล้ายๆ” แบบนี้เหมือนกัน คือว่าทุกครั้งที่สภาเลือกประธานคนใหม่ ก็จะมีพิธีกรรมเล็กๆน้อยกล่าวคือจะต้องมีเพื่อนผู้แทนสองสามคนทำท่าทำทางกระชากลากดึงผู้ได้รับเลือกเป็นประธานให้เดินขึ้นมาบนบันลังก์และประธานคนใหม่นี้ก็ต้องทำท่าฝืนและไม่เต็มใจที่จะเดินไปรับตำแหน่ง

ประเพณีประหลาดอันนี้ก็มีต้นตอมาจากประวัติศาสตร์ของหน้าที่ของประธานสภากับกษัตริย์อังกฤษสมัยก่อนครับ คือในสมัยโบราณกาล อำนาจในการบริหารประเทศนั้นไม่ได้เป็นของสภาผู้แทนและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนเช่นในยุคปัจจุบันนี้ แต่อำนาจอยู่กับกษัตริย์เป็นส่วนมากโดยมีสภาคอยควบคุมหลวมๆเท่านั้นในเรื่องหลักๆ เช่นการเก็บภาษี เป็นต้น อย่างไรก็ตามสภาอังกฤษมักจะมีความเห็นที่ต่างไปจากพระเจ้าแผ่นดินอยู่เรื่อยๆ (สภาไม่ต้องการให้กษัตริย์เก็บภาษีสูงเกินไป ฯลฯ ) และคนที่จะต้องคอยนำความทูลเกล้าก็คือประธานสภานั้นเอง นี้จึงเป็นเหตุให้กษัตริย์ทรงกริ้วประธานสภาบ่อยๆ และให้นำไปสู่การประหารชีวิตของประธานสภานั้นเอง ทั้งนี้มีประธานถูกตัดหัวไปเจ็ดคนในระหว่างปีคศ.1394 ถึง คศ1535 (พ.ศ. 1937-2078)** เพราะเช่นนี้เองจึงเป็นเหตุให้ไม่ค่อยมีคนอยากจะเป็นประธานสภาและมักจะมีท่าทางลังเลใจที่จะรับตำแหน่งดังที่ปรากฏในประเพณีนี้

ถ้าหากว่าการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของ ส.. พรรค ปชป. (ไม่ว่าจะเป็นการลากเก้าอี้ประธานสภา, การไปฉุดลากประธาน,การเขวี้ยงแฟ้มเอกสารและกระดาษขึ้นไปใส่ประธานบนบันลังก์, หรือการบีบคอเพื่อนสมาชิก)จะทำไปเพื่อดึงดูดความสนใจของสื่อให้มาใส่ใจ พรบ.ดังกล่าวให้มากกว่าข่าวการมาเยือนของนางซูจีตามที่คุณหมอวรงค์กล่าว** ผมคิดว่าสภาล่างเมืองผู้ดีเค้าก็ตั้งใจจะใช้พิธีกรรมลากจูงประธานสภาเพื่อดึงความสนใจของผู้คนเหมือนกันนะครับ แต่เป็นการดึงให้ไปสนใจในประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งและการต่อสู้อันยาวนานระหว่างฝ่ายสภาผู้แทนกับฝ่ายพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าความหมายหลักๆที่สื่อออกมาก็คือว่า กว่าที่สภาล่างจะได้อำนาจมานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะง่าย ต้องผ่านการต่อสู้อันยาวนาน เลือดตกยางออกกันอย่างมากมาย

๒ ว่าด้วยเรื่องสิทธิที่จะอภิปรายโดยไม่ถูกขัดขวางจากตัวแทนพระมหากษัตริย์

หลังการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งจะต้องมีการเลือกตั้งประธานสภานะครับ แต่ด้วยความที่เค้าถือกันว่าประธานนั้นเป็นกลางทางการเมือง ประธานคนเก่าก็มักจะได้รับการเลือกให้เป็นประธานต่อไปเสมอๆ และเนื่องจากประเพณีข้างบนนั้นใช้กับประธานหน้าใหม่เท่านั้น ดังนั้นนานๆจึงจะมีประเพณีนี้ให้เห็นนะครับ อย่างไรก็ตามมีอีกประเพณีหนึ่งครับที่ผมคิดว่าน่าสนใจและเค้าปฏิบัติกันทุกปีเรียกว่าการเปิดประชุมรัฐสภา (State Opening of Parliament) ครับ

ประเพณีนี้ทำกันมาสืบเนื่องตั้งแต่ยุคคริสตศรรตวรรษที่สิบหกแล้วแต่ว่ารูปแบบปัจจุบันนี้นับถือกันตามระเบียบหลังปี 1852 หรือ พ.ศ. 2395*** ซึ่งเป็นปีที่อาคารรัฐสภาปัจจุบันที่เราเห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้เปิดใช้เป็นครั้งแรก(อาคารนี้เป็นชุดเดียวกันกับหอนาฬิกาบิ๊กเบน)  กล่าวย่อๆคือพระมหากษัตริย์ (หรือพระราชินี)ของสหราชอาณาจักรจะเดินทางมาเปิดประชุมสภาทุกๆปี หรือมากกว่าหนึ่งครั้งถ้าปีนั้นมีการเลือกตั้งสองครั้ง พระองค์จะทรงประทับอยู่ที่สภาขุนนาง(House of Lords) และอ่าน “พระราชดำรัส” (King’s/Queen’s Speech) ซึ่งบรรจุรายการกฏหมายและนโยบายที่จะพิจารณาในปีนั้นๆ ซึ่งอันนี้น่าสังเกตอยู่อย่างว่า “พระราชดำรัส” นี้เขียนขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีนะครับ พระองค์ท่านอ่านเฉยๆ จะว่าเป็นสัญลักษณ์ก็ได้ว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่ที่รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนและพระมหากษัตริย์ก็ไม่ทรงข้องเกี่ยวกับการเมือง

ผมคิดว่านอกจากสาระหลักๆอันนี้แล้วยังมีเกร็ดพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกสองประการคือ หนึ่งจะสังเกตว่าพระมหากษัตริย์ของอังกฤษนี้จะเข้าไปในสภาล่างไม่ได้ อันนี้ประวัติของมันมีอยู่ว่าในปี ค.ศ.1642 (พ.ศ.2185) ในรัชสมัยของพระเจ้าชาวส์ที่หนึ่ง พระองค์ท่านบุกเข้าไปจับตัว สส. โทษฐานเป็นกบฏ แต่ว่าสส.ห้าคนนี้หนีไปได้เสียก่อน (ถ้าไม่งั้นก็อาจจะถูกประหารได้) หลังจากนั้นมามีสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายสภาซึ่งในที่สุดฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป นับตั้งแต่นั้นสภาล่างของอังกฤษก็เลยไม่อนุญาตให้พระมหากษัตรย์ย่างกรายเข้าไปในสภาได้อีก นี้ก็เลยเป็นเหตุให้การเปิดประชุมสภานั้นต้องทำในห้องสภาขุนนางแทน  

เกร็ดพิธีที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือเวลาที่พระมหากษัตริย์หรือราชินีทรงประทับบนบันลังก์เรียบร้อยแล้วท่านจะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่แบล็กร็อด (Gentleman Usher of the Black Rod หรือ Black Rod) ไปทำการเรียกพวก สส.มายืนฟังในห้องประชุมขุนนางนี้ แบล็กร็อดก็จะเดินไปที่ห้องสภาล่างแต่ขณะที่เค้าเดินไปถึงประตูสภาล่างนั้น ประตูห้องก็จะถูกปิดอย่างแรง (กระแทกใส่หน้าแบล็กร็อด) หลังจากแบล็กร็อดเคาะประตูแรงๆด้วยไม้ตะพดถึงสามครั้งแล้วนั้นประตูจึงจะเปิด เพื่อให้แบล็กร็อดเข้าไปในห้องเพื่อกล่าวเชิญพวก สส.ไปห้องสภาขุนนาง

ความหมายของการปิดประตูใส่หน้าแบล็กร็อดก็คือว่าสภาผู้แทนต้องการที่จะแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระที่จะอภิปรายข้อราชการแผ่นดินโดยปราศจากการยุ่มยามวุ่นวายของตัวแทนของพระมหากษัตริย์นั่นเอง เป็นที่น่าสงสัยว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาผู้แทนไทยกำลังถูกสั่งให้หยุดการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตุลาการภิวัฒน์นั้น  (โปรดอ่าน พนัส, ปิยบุตร และ วีรพัฒน์) สภาจะกล้าปิดประตูแรงๆใส่หน้าเหล่าตุลาการทั้งหลายเพื่อเป็นการรักษาอำนาจของประชาชนไว้หรือไม่

โปรดดูพิธีกรรมดังกล่าวได้ที่นี้ http://www.youtube.com/watch?v=h1bJ8nY2pcc

๓ ข้อสังเกตในภาพรวมของการกระทำเชิงสัญลักษณ์ทั้งหลายในสภาสหราชอาณาจักร

มีเพื่อนชาวเอเชียคนหนึ่งเคยพูดกับผมว่ามีแต่ประเทศอังกฤษเท่านั้นเหล่ะที่จะประกอบพิธีกรรมตลกๆจำพวกนี้ จริงๆผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เท่าไรเพราะว่าใน “ประเทศอื่น” ผมก็เห็นพิธีกรรมแปลกๆ(แบบไม่เข้าท่าเสียด้วย)มามากเช่นกัน แต่อันนี้ไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ ที่ผมอยากจะลองเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาก็คือว่าทำไมหนอ ประเทศนี้ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาอนุรักษ์ประเพณีเชิงสัญลักษณ์พวกนี้เอาไว้ จะว่าเพื่อสร้างความสรวลเสเหฮาเพื่อดึงดูดความสนใจ(ตรรกะพรรคประชาธิปัตย์ ...ฮา) ก็ไม่น่าจะใช่เพราะไปหาดูในรายการตลกในโทรทัศน์ก็น่าจะดีกว่า จะว่าเค้าไม่มีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพิธีกรรมได้(หมายความว่าทำแล้วต้องทำต่อไปเรื่อยๆ)ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะพิธีการหลายๆอย่างเค้าก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยส่วนตัวผมอยากจะเสนอว่าพิธีกรรมทางสัญลักษณ์พวกนี้ถูกอนุรักษ์โดยเจตนา (deliberately preserved) เพราะมันเป็นเครื่องเตื่อนความจำของเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไงละครับ เหตุการณ์การรุมถล่มรัฐบาลในสองสามวันนี้ทั้งจากในและนอกสภาและจากตุลาการภิวัฒน์ทำให้ผมมองพิธีกรรมพวกนี้ต่างไปนะครับ คือว่าของที่ดูตลกๆพวกนี้เอาเข้าจริงๆอาจมีหน้าที่สำคัญมากก็ได้ กล่าวคือเป็นการส่งต่อจิตวิญญานสู่รุ่นลูกหลานให้หวนคิดถึงวันที่เผด็จการของคนส่วนน้อยครองเมืองนั่นเอง อีกประการหนึ่งคือว่าพระมหากษัตริย์กับสภาอังกฤษนั้นปรองดองกันมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ว่าการอนุรักษ์พิธีกรรมเหล่ามันแสดงให้เห็นชัดเจนนะครับว่าการปรองดองไม่ได้แปลว่าต้องพยายามลืมอดีตไปด้วย เค้าอาจจะคิดเสียด้วยซ้ำว่าถ้าจะให้ไม่เกิดความกระทบกระทั่งกันขึ้นมาอีกก็จะต้องพยายามไม่ให้ผู้คนลืมว่าเคยมีความรุนแรงเกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นได้อีก     น่าคิดนะครับว่าคนไทยเราจะประดิษฐ์วิธี/พิธีการใดบ้างที่จะทำให้การต่อสู้ในหลายๆปีที่ผ่านมา(และที่จะผ่านเข้ามา)ไม่จางหายไปกับสายลม

หมายเหตุ

*ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์บางประการทำให้การเรืยกชื่อประเทศนี้ค่อนข้างวุ่นวายไปบ้าง ในที่นี้ผมใช้คำว่าอังกฤษและสหราชอาณาจักรแล้วแต่บริบท

**http://www.parliament.uk/business/commons/the-speaker/the-role-of-the-speaker/history-of-the-speakership/

***หมอวรงค์กล่าวในรายการคมชัดลึก http://www.parliament.uk/business/commons/the-speaker/the-role-of-the-speaker/history-of-the-speakership/

****http://www.parliament.uk/business/publications/parliamentary-archives/archives-highlights/archives-state-opening/

ความเห็น

การแก้ตัวของคุณหมอวรงค์ที่ว่า

การแก้ตัวของคุณหมอวรงค์ที่ว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์นั้นผมว่าอาจจะซ่อนความมีนัยยะ

ที่สะท้อนความเป็นประชาธิปัตย์ว่าอำนาจของประชาชนจะเอาลงมาเมื่อไรก็ได้ คือไม่แคร์ไม่สนอำนาจ

ของประชาชน อำนาจนี้สมควรคืนกลับไปให้"คนดี"ที่มีอยู่ในกลุ่มพวกตนและคนในชนชั้นอำมาตย์เท่านั้น

ถ้าปล่อยให้อำนาจประชาชนเป็นใหญ่แล้วจะทำให้ประเทศชาติเสียหายได้ ซึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองช่วงนี้

มันสอดคล้องแสดงให้เห็นถึงการทำงาน/เล่นกันเป็นทีมตั้งแต่ในสภาฯโดยหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคปชป.

นอกสภาโดยกลุ่มเสื้อเหลืองและหลากสี ซึ่งเป็นกองหน้า มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นกองกลางคอยหนุน

เสริม ขณะเดียวกันก็มีทหารและอำมาตย์เป็นปราการแข็งแกร่งอยู่กองหลัง การแสดงออกของสมาชิกพรรค

ปชป.และหมอวรงค์ซึ่งได้บอกใบ้ออกมาในเชิงสัญญลักษณ์ดังกล่าวจีงเท่ากับเป็นการทวงคืนอำนาจของ

ประชาชนให้คืนกลับไปยังหัวหน้าอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

ที่สำคัญ นาย ชวน

ที่สำคัญ นาย ชวน กลับเห็นดีเห็นงาม
ต่อไปนายชวนไป อิสาณโดนปาปลาร้า
คงเป็นกากระทำเชิงสัญญลักษณ์เหมือนกัน

การเมืองไทยเข้าสู่ยุคมืด เข้า

การเมืองไทยเข้าสู่ยุคมืด
เข้าสู่ยุคแห่งความฉิบหาย
เสียงข้างน้อยไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่
เสียงข้างน้อยมี power มากกว่า
สิ่งไหนที่ตนเองไม่ต้องการก็จะไม่ยอม
เป็นเหมือนลูกคนเล็กที่จะเอาอย่างใจตนเอง

พ่อแม่อาจจะลำเอียงเอาใจลูกคนเล็กมากเกินไปจนเสียผู้เสียคน
ถ้าเป็นกันอย่างนี้เรื่อยๆอีหน่อยก็คงจะเสียประเทศชาติ

เชิงสัญลักษณ์

เชิงสัญลักษณ์ จะไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวฝ่ายตรงข้าม

ประชาธิปไตยกิน(ปลารัา)ได้ ตัอ

ประชาธิปไตยกิน(ปลารัา)ได้

ตัองใจเย๊นๆโยม

เจตนา หัง ภิกชเว กัมมัง

เจตนาเป๊นเครื่องชี้กรรม น่ะโยม

สัญลักษณ์เถื่อนถ่อยในรัฐสภาไท

สัญลักษณ์เถื่อนถ่อยในรัฐสภาไทย เพื่อแสดงว่าอำนาจสูงสุด ไม่ควรเป็นของประชาชน ซึ่งใช้อำนาจผ่านผู้แทนของเขา

สภาต้องอย่าก้มหัวให้ศาลรัฐธรรมนูญ

สภา เป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ
และรัฐธรรมนูญ (โดยเจตนารมณ์ของสภา) กำหนดให้มีลูกคือ"ศาลรัฐธรรมนูญ" เพื่อสอดส่องอย่าให้ใครมาทำอะไรขัดขวางพ่อ (ขัดรัฐธรรมนูญ)

แล้วจะปล่อยให้ลูก(ศาล รธน.) ใหญ่กว่าปู่(สภา) ซึ่งให้กำเนิดพ่อ(รธน.) ได้อย่างไร

เป็นไปได้ นอกจากลูกคนนี้มันถูกให้ท้ายโดยคนนอกครอบครัว (นอกระบอบประชาธิปไตย) เท่านั้น

เห็นเคยประกาศกันว่า

เห็นเคยประกาศกันว่า "เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา"
พอไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้
สภาก็ไร้ความหมาย...แล้วจะรักษาสภาไว้ทำไม
ก็เลยทำลายภาพลักษณ์ของสภาเสีย
แล้วก็เบี่ยงเบนอำนาจไปให้ฝ่ายตุลาการ

ประชาชนหน้าโง่ทั้งหลายเอ๋ย...
เจ้าจะรู้ไหม...ว่าในบ้านนี้เมืองนี้
อำนาจของพวกสูเจ้าไม่มีจริงหรอก
ตัวแทนอำนาจของพวกสูเจ้าถูกทำลายย่อยยับไปแล้ว

พวกสูเจ้าจะรู้ไหมว่า "โร้ดแมพ" คืออะไร?
มันมี "โร้ดแมพแห่งอำนาจ" ที่สูเจ้าหน้าโง่ทั้งหลายไม่มีวันจะเข้าใจ
ถึงพวกสูเจ้าตายไป พวกสูเจ้าก็คงไม่มีวันเข้าใจ

อันตัวข้าเอง...ถึงตายไป ข้าก็พูดไม่ได้อยู่ดี