ดอกจำปาแคมฮั้ว หอมกลิ่นกลั้วโชยไกล

ปันนา  พาขวัญ

 

1
บุญบั้งไฟ        
ถึงปียามแล้ว ฟ้าฝนจงตกลงมา        

      
        ภาพจาก http://www.thailandoffroad.com/champ/champboard/Question.asp?ID=10010        

 

แต่ดึกดื่น เสียงประกาศก้องผ่านหอกระจายข่าวของผู้ใหญ่บ้าน ปลุกให้เด็กหญิงอิ่มวัยแปดขวบตื่นมางัวเงีย ลุกจากที่นอนแล้วจึงออกจากห้อง ไปสมทบแม่และเอื้อยทั้งแม่ใหญ่ที่กำลังอิหลุกขลุกขลั้วอยู่ในครัว ครัวที่ต่อเติบเพิงออกมาจากตัวบ้าน สีหูสีตาคือคนนอนบ่อิ่ม ปากก็หาวหวอด ๆ ทั้งที่นอนไปตั้งหัวค่ำแล้ว ทั้งเผยยิ้มส่งให้แม่ เอื้อย และแม่ใหญ่ แม่จึงได้บอกเธอว่า   “อีหล่า ไปล้างหน้าล้างตาก่อน” “จ้ะ” อิ่มตอบ พร้อมเดินเข้าห้องน้ำไป

ดอกจำปาแคมฮั้วเหยหอมมาเหวี่ยวอน พอได้สูดชื่นใจ เสียงประกาศยังก้องแจ้งข่าวถึงวันที่รอ พ.ศ.ที่คิดฮอดก็เดินทางมาถึงแล้ว วันนี้เป็นวันดีที่ตกลงกันทั้งหมู่บ้านกว่าพันครอบครัว เป็นวันกำหนดจุดจูดบั้งไฟประจำปีนี้ หลังจากใช้เวลาตระเตรียมกันมากว่าสองสัปดาห์ล่วง ทั้งแผ่เงินเล่นกันหลอนตามบ้าน ทั้งเอ้เซิ้งก็สนุกรื่นเหลือหลาย ทั้งดำปื้อ ๆ ตำหมื่อดินประสิวของเจ้าฉบับบั้งไฟแต่ละคุ้มบ้าน ทั้งไปหาซื้อมาจากต่างถิ่นแดนไกล และทั้งตระเตรียมซ้อมฟ้อนในขบวนแห่ก็จริงจังซีเรียส เอื้อยอ้ายที่เป็นผาแดง-นางไอ่ก็หล่อก็งามพร้อมสรรพเหลือหลาย พ่อลุงแม่ป้าส่วนหนึ่งก็เตรียม บักแบ้น หรือปลัดขลิก บักเต้งเหล้ง อีต้างหล้าง (หรือไม้แกะสลักเป็นหุ่นรูปผู้ชายที่มีอวัยวะเพศใหญ่ กับหุ่นรูปผู้หญิงที่มีอวัยวะเพศพอดีรับของผู้ชาย แล้วก็ประกอบเป็นส่วน ๆ เพื่อชักเชิดให้มีกิจกรรมกันระหว่างหุ่นทั้งสองตัว) ไว้พร้อมสรรพเช่นกัน บุญบั้งไฟปีนี้นั้นจัดยิ่งใหญ่เท่าทุกปีที่ผ่านมาเช่นเดิม

ในวันนี้โรงเรียนจึงหยุดโดยที่อยู่นอกเหนือจากวันหยุดของทางราชการปกติ นักเรียนทั้งโรงเรียนประถมศึกษาประจำหมู่บ้านและโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบลจึงหน้าใสใจชื่น ได้เข้าร่วมขบวนแห่บั้งไฟ ผู้บ่าวผู้สาว คนวัยทำงานก็หยุดก็ลากันครึกครื้นในวันนี้ แม่ของเด็กหญิงอิ่มก็หยุดงานจากโรงพยาบาล ยกเว้นพ่อของเธอที่บ่ได้ทำงานทำการอย่างอื่นนอกจากทำนาทำสวนจึงหยุดเป็นปกติอยู่แล้ว เด็กหญิงอิ่มและเอื้อยก็ดีใจเหลือหลายที่จะเดินร่วมขบวนแห่ แม้ว่าบ่ได้ฟ้อน บ่ได้แสดงกับเอื้อยอ้าย พ่อใหญ่แม่ใหญ่ ลุงป้า น้าสาว อาวอา ก็ตาม

เด็กหญิงอิ่มนั้นวันนี้เป็นการหยุดเรียนวันที่สองแล้ว ให้แต่เอื้อยของเธอนั้นไปโรงเรียนตามลำพัง เมื่อวานนี้เธอก็หยุดและไปวัดกับแม่ใหญ่ และพ่อเพื่อไปร่วมพิธีกองฮดพระเณรที่ได้เลื่อนชั้น ที่จัดขึ้นพร้อมกับงานบุญบั้งไฟด้วย –แม้โดยทั่วไปแล้วจะจัดขึ้นในวันสงกรานต์ก็ตาม- ซึ่งเพิ่งได้กลับมาประกอบพิธีนี้อีกครั้งเมื่อสองสามปีคืนหลังนี่เอง          


          ภาพจาก http://www.thailandoffroad.com/champ/champboard/Question.asp?ID=10010

 

เท่าที่ข้อยได้ยินมาเกี่ยวกับตำนาน หรือคำพื้นความเป็นมาของบุญบั้งไฟนั้นก็มีหลัก ๆ อยู่สองสาย คือ เรื่องพญาคันคาก หรือพระยาคางคก ที่เล่ากันไปหลายอย่างหลายทางตามแต่พื้นถิ่น และอีกสายก็มาจากคำพื้นเรื่องผาแดง-นางไอ่ ดังนี้;

บุญบั้งไฟ (1)[1] เกี่ยวกับพญาคันคาก (พระยาคางคก)     

แต่คราวนั้นพญาคันคาก-พระโพธิสัตว์-ผู้ฮ้าย (รูปบ่หล่อ) ลูกพญาเอกราชกับมเหสีสีดา อยากมีเมียเป็นคน แต่ทว่าพ่อ-แม่บ่เห็นด้วยโดยด้าม ลูกนั่นเป็นสัตว์สิเอาเมียเป็นคนได้อย่างไร ชาวบ้านชาวเมืองเขาจะหมิ่นแคลนเอาได้ พญาคันคากก็เศร้าโศกเสียใจ ก็จึงไปขอให้อินทร์แถนแมนฟ้าได้ช่วยเหลือ โดยอ้างบุญกุศลก่อนเก่ากี้เคยทำมา จนอินทร์แถนใจอ่อนยอมเนรมิตรปราสาทแก้วไว้กลางเมือง อีกทั้งนำนางแก้วมาจากอุตรกุรุทวีปมาเป็นเมียให้พญาคันคากได้เอาพร้อม บ่นานนั้นเมื่อเป็นเช่นนี่ พ่อ-แม่จึงจัดแต่งงานงานให้แล้วก็ให้ขึ้นนั่งเมืองแทน
 
พญาคันคากสมรื่นอ่าวกระสันต์แล้ว และมีพญาทั่วขงเขตแดนดินชมพูทวีปใหญ่น้อยและฝูงสัตว์หลากล้นมานอบน้อมเป็นบริวาร ฮักหอมเหลือหลาย และก็บ่พากันส่งส่วยขึ้นสู่เมืองบนเมืองฟ้าแด่แถนอย่างเก่าก่อนเป็นมา แถนฟ้าเห็นเช่นนั่นแล้วก็จึงโกรธามาม้างทำลายจนควันออกหู จึงบ่ยอมให้นาโคนาคเล่นน้ำ ฝนนั่นก็จึงบ่ตกอยู่เจ็ดปีเจ็ดเดือน บ้านเมืองก็จึงแห้งแล้ง ผู้คน สัตว์ใหญ่น้อยก็อดยากและล้มตายลงมากหลาย พญาคันคากประสบดังนั้นก็เลยตามพญานาค ครุฑ และปลวกมาช่วยกันสร้างภูเขาทำหนทางขึ้นไปรบพุ่งกับพวกแถนฟ้า –หนทางที่ก่อไว้นี้กลายเป็นเส้นทางที่ผีและคนได้เทียวท่องขึ้นไปเมืองฟ้าหาแถนสืบมา โดยที่เมื่อกาลเวลาผ่านไปได้มีเครือเขากาดเกี้ยวพันอย่างแน่นหนาให้เป็นทางเทียว แต่ทว่าเมื่อล่วงพ้นกาลเวลาไปอีก เมื่อคนถูกพิจารณาโดยแถนฟ้าแล้วว่ามีแต่ความลุ่มหลง มัวเมาบ่ซื่อตรง เบียดเบียนกันและกันและบ่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น แถนก็เลยทำลายเครือเขากาดให้ขาดสะบั้นด้วยลูกธนู ผีและคนจึงบ่สามารถเทียวท่องไปยังเมืองฟ้าเมืองแถนได้อีกจวบจนทุกวันนี้-
 
ครั้นเมื่อตะลุมบอลบีบไข่หำพวกแถนฟ้าจนหน้าคล้ำดำเขียวจนยอมแพ้แล้ว พญาคันคากก็บังคับให้แต่งน้ำฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล โดยสิส่งพญานาคขึ้นมาบอกโดยให้ขี่บั้งไฟขึ้นมาเมื่อถึงปีเดือนแล้ว ดังความสั่งไว้ดังนี้
- ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์
- ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
- ถ้าได้ยินเสียงสนูว่าว ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว และได้ปฏิบัติตามสัญญาจนบัดนี้
 
 
 
เมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว เด็กหญิงอิ่มก็เข้าไปสมทบกับเอื้อย แม่ และแม่ใหญ่ แกงปลากดใส่หน่อไม้ส้มก็อวลหอมมาแตะจมูก แม่ใหญ่กำลังตักชิมอยู่ ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ ๆ แม่ของเธอก็เทจากหวดใส่กระด้ง แล้วก็ย่งรวนให้แตกออกจากกันก่อนจะเอาใส่กระติบ โดยที่มีเอื้อยของเธอกำลังช่วยแม่อยู่ เด็กหญิงอิ่มจึงเดินเข้าไปหาแม่ และถามหาพ่อของเธอ “อีพ่อไปไหน”
          “บ่รู้ แม่ก็บ่เห็นเหมือนกัน สงสัยออกไปนาแล้วมั้ง อีหล่าถามทำไม” แม่ตอบพร้อมถาม
          “วันนี้ อิ่มจะไปกับอีพ่อ ไปเบิ่งบั้งไฟ” เธอว่า
          “ลูกพ่อจริง ๆ”
          “เอื้อยก็จะไปกับอีพ่อด้วย” เอื้อยของเธอวัยสิบขวบว่าออกมา
          “อันนี้ก็ลูกพ่อจริง ๆ คือกัน” แล้วแม่ก็หัวเราะ แม่ใหญ่ก็หัวเราะมาผสม ก่อนที่แม่จะว่าอีก “แต่แม่ก็จะไปด้วยเหมือนกันนะวันนี้”
          “จ้ะ” ทั้งเอื้อยและน้องว่าออกมาพร้อมกัน
         
เด็กหญิงอิ่มและเอื้อยนั้นมักจะไปร่วมขบวนแห่และอยู่ดูจนบั้งไฟทะยานขึ้นเมืองฟ้าหาแถนกับพ่อของพวกเธอเสมอ นับตั้งแต่ปีแรก ๆ เมื่อสามสี่ปีก่อนที่เธอและเอื้อยนั้นได้เข้าร่วมและไปดูการจุดจูดบั้งไฟเป็นครั้งแรกมาแล้ว ได้รับอนุญาตให้ติดตามพ่อไปด้วยแล้ว ส่วนแม่ของเธอนั้นก็ไปร่วมแต่ก็ร่วมแบบยืนดูและถ่ายรูปแบบนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า พ่อของเธอนั้นดูตั้งแต่ขบวนแห่จนบั้งไฟบั้งสุดท้ายหมดไปจากฮ้านจูดนู้นแหละจึงจะได้พาเธอกับเอื้อยกลับบ้าน จะกลับบ้านบ้างประเดี๋ยวประด๋าวก็ช่วงเที่ยงวันสำหรับกินข้าวกินปลาแล้วก็เปิดก้นหายไปอีกครั้ง และพ่อของเธอก็บ่ได้แค่ยืนดูอย่างเดียวเท่านั้น พ่อก็ยังมีเล่นพนันขันต่อนั่นด้วย และบางปีก็ได้ไปช่วยตำรวจบ้านตำรวจจากอำเภอในการห้ามมวยที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บ่าวผู้แผววัยรุ่นที่มากหลายกำลังวังชาและเมาเหล้าขาวจนฮากออกเพี้ยตะลุมบอนกันนั่นอีกด้วย
         
ส่วนเด็กหญิงอิ่มและเอื้อยนั้น นอกจากจะยืนดูพ่อเล่นพนัน ดูบั้งไฟทะยานขึ้นฟ้า ยืนดูผู้บ่าวผู้แพววัยรุ่นรบเลวกันแล้ว พวกเธอก็ยังชื่นชอบใจอย่างยิ่งเมื่อบั้งไฟบ่ยอมทะยานขึ้นฟ้า บางบั้งก็ระเบิด บางบั้งก็ซุพ่นไฟและควันออกมาโขมงแต่บ่มีแรงมากพอที่จะส่งให้ขึ้นฟ้าไปหาแถนได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าฉบับหรือต้นฉบับทำบั้งไฟก็จะถูกรุมล้อมจับ แล้วแบกหามกันไปด้วยเสียงเฮ ๆ ไปโยนลงบ่อปลักบ่อโคลนตมจนเลอะเปรอะไปทั้งหัวหู และก็จะเป็นเช่นนี้ไปตลอดจนเย็นย่ำ เป็นที่ตลกขบขันสำหรับเธอและเอื้อยยิ่งนัก
         
เด็กหญิงอิ่มถามแม่แล้วก็เลยไปหาแม่ใหญ่ และกอดคอหอมแก้ม และเหม็นบูดน้ำลายแม้จะล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็ยังส่งกลิ่นถึงแม่ใหญ่ ก่อนที่เธอจะนั่งลงข้าง ๆ แม่ใหญ่ ไม่นานจากนั้น พ่อของเธอก็กลับมาจากนา และจึงได้แต่งพาข้าวสำรับอาหารกินกัน เสียงประกาศจากบ้านผู้ใหญ่บ้านเงียบเสียงลงไปแล้ว แต่ก็ยังเปิดหมอลำขับกล่อมงันระงมอยู่ต่อไป
 
 ภาพจาก http://www.weekendhobby.com/offroad/trip/shtml/3242.shtml
 
 
 บุญบั้งไฟ (2)[2] ยังเกี่ยวกับพญาคันคาก (พระยาคางคก)
 
 
เมื่อนั้น  พญาแถนอยู่ฟ้า  หลิงหล่ำมองเห็น   สมภารบาบุญหนัก   เกิ่งพระอินทร์เมืองฟ้า
 
แถนก็ขมแข็งกล้า   มีใจฟุนเคียด   เพื่อว่าใต้ลุ่มฟ้า   จายกย่องยอดพระองค์
  
พญาเมืองเหนือใต้   ชมพูโลกหลุ่ม   ทูลกล่าวยกย่อง   บาท้าวสู่พญา
 
 เถิงแม่นเหนือใต้   ยักษ์โขจตุโลก   เป็นอาฮักษ์ภูมิใหญ่กล้า   กลัวย่านหย่อนบุญ
 
 บ่ได้ขึ้นส่วยฟ้า   เหมือนดั่งกาลหลัง   ปางปฐม   ส่วยสินแถนเจ้า
 
เขาก็ไหลมาเฝ้า   พญาหลวงคันคาก   ในเขตใต้หลุ่มฟ้า   หุมเฝ้าสู่พญา  แท้แล้ว ฯ
  

แถนก็คึดเคียดแค้น   คันคากฤทธีเฮือง   มันเป็นคนมีบุญหลาย   ชุ่มเมืองแถนฟ้า
 
แถนก็บันดาลให้   โบกขรณีพญานาค   บ่ให้เล่นน้ำ   ในพื้นแม่นที
  
บ่ให้นาโค   ลอยดีดหางลงหลิ่น   เกิดอนตายฮ้อน   ชลทาน้ำเขินขาด
  
ฝนบ่ตกหยาดย้อย   ฮำพื้นแผ่นดิน  เจ้าเอย ฯ
 

เลยเล่าบังเกิด   แห้งแล้งในทวีปชมพู   เถิงเจ็ดปีเจ็ดเดือน   ฝนบ่ฮมฮำพื้น
 
พิชะในชมพูกว้าง   ตายไปแห้งเหี่ยว   ทั้งกล้วยอ้อย   ตายเสี่ยงเกลื่อนทะลัง
 
แม่นว่านทีน้ำ   สมุทรหลวงเขินขาดไปแล้ว   แม่น้ำน้อย   เขินแห้งไหง่ผง  เจ้าเอย     
 
ยังแต่น้ำทิพย์เจ้า   พญาหลวงคันคาก   บ่ห่อนบกขาดแห้ง   เต็มล้นอยู่เลิง นั้นแล้ว ฯ
 
 
แต่นั้น  พระก็จิ่งวางความให้   ฝูงสัตว์กบเขียด   สูอย่าช้า   ไปพุ้นก่อนพล  เทียวเทอญ 
 
เมื่อนั้น  เสินเสินเต้น   พึงคณากบเขียด   คื่นคื่นเค้า  ทะยานเต้นทุกตัว 
 
เดียระดาษล้น   เต็มทุ่งนาหลวงพุ้นเยอ   อือทือกอง  เท่าภูเขากล้า 
 
โขบโยบเต้น   เสียงฮ้องนีนันพุ้นเยอ   ฝูงชาวเมืองแถน  พบเห็นกลัวย่าน ฯ 
 

เมื่อนั้น  ภูธรท้าว   พญาแถนหลิ่งเบิงดูนั้น   มืดอื้อคื้อ   เป็นก้อนเท่าภู
 
เยียวว่าผีสางแท้   พึงคณากบเขียดปาดโทเด   ตั้งว่าสัตว์   อยู่ใต้หลุ่มฟ้า มาแท้ทุกตัว  แท้นอ
 
เมื่อนั้น  แถนก็ฮวยอาคม   เป่าเป็นงูฮ้าย   เดียระดาษล้น   ไปคาบกินกบ 
 
มีทั้งงูเหลือมล้อ   งูสิงห์สางห่า   งูเห่าฮ่อ   มวนอ้อมแล่นไป
 
ทำทานฮ้าย   จงอางแล่นไล่    ซวงนาคฮ้าย   กุมเกี้ยวไล่กิน
 
กบเขียดฮ้อง   แตกอยู่แซวแซว   งูเหลือมเหลา   หมู่หลามเหลือมไม้
 
แล่นคาบได้   ทะยานกินฟาดแกว่ง   กบเขียดกลัวย่าน   งูฮ้ายพ่ายคืน ฯ
 
เมื่อนั้น  เคืองกะใจ   พญาหลวงคันคาก   จัดหมู่แฮ้ง   กาฮุ้งครุฑทอง
 
แต่นั้น  ทมทมก้อง   พึงคณาแร้งถ่าว   มัวมืดกุ้ม   ควงฟ้าเจิดลง
 
กาคาบได้   คองูสับตอดกินแล้ว   ครุฑแห่งสับตอดไง้    กินไส้หมู่งู
 
เดียระดาษล้น   งูเท่าลำตาล   ครุฑทองสับ   ตอดแทงกินซ้ำ ฯ
 

เมื่อนั้น  งูก็ตายเสียเสี้ยง   กากินยียาบ   คื่นคื่นเค้า   คณาแร้งตอดกิน 
 
แถนก็ฮวยมนต์ให้   เป็นหมาเดียระดาษ   ขบคาบเกี้ยว   กินแร้งหมู่กา
 
ทมทมเต้น   หมาหอนฮ้องเห่า   ฝูงหมู่แร้ง   กากลัวย่านผ่านคืน

เมื่อนั้น  ราชาไท้   พญาหลวงคันคาก   จัดให้อีเห็นหางก่าน   พร้อมคณาเนื้อค่างลิง
 
วอกตื่นเต้น   เป็นยิ่งเห็นหมา   มันเอามือจับหาง   หมู่หมากลัวย่าน
 
แต่นั้น  ทมทมเต้น   คณาอีเห็นหางก่าน   ลิงคื่นเค้า   ชะนีเต้นโกฏิกือ
 
คื่นคื่นเค้า   ไปฮอดหมาแถน    เขาก็กลืนกันขบ   คื่นเค็งคุ้งฟ้า ฯ
 

เมื่อนั้น  ราชาเจ้า   พญาหลวงคันคาก   พระก็จัดหมู่เสือโค่ง   เขี้ยวมวลตั้งต่อเลว
 
เมื่อนั้น  คื่นคื่นเค้า   คณาแฮดหมีเหมือย   เสือสางเต้น   ดงดอนฟ้าวฝั่ง
 
เห็นหมู่หมาโห่ฮ้อง   ทะยานเต้นเบ่งเสียง   ยืดยืดเต้น   ไปฮอดหมาแถน
 
เขาก็กวนกันขบ   คาบหมากินเสี้ยง   เลยเล่าทมทมเต้น   หาคนขบคาบ
 
ฝูงไพร่น้อย   แถนล้มไขว่ขีน ฯ
 
เมื่อนั้น  ราชาเจ้า   พญาหลวงคันคาก   จัดหมู่มิ้ม   แตนผึ้งต่อบิน
 
ทมทมก้องบินบน   ผึ้งต่อแตนนั้น   มัวมืดฟ้า   ลงกุ้มทั่วแถน
 
ขบตอดช้าง   ม้าหมู่ตาคน   สนสนช้าง   เมืองแถนปัดเป่า
 
เสือตื่นเต้น   เห็นแล้วคาบกิน
 
คื่นคื่นก้อง   เสียงสนั่นธรณีพุ้นเยอ   พลแถนปบ   เหยียบกันตายแท้ ฯ
 

พอเถิงขวบฟ้า   ปีใหม่เดือนหก   ให้ฝนตกลงมา   ทุกปีจริงแท้
 
พอเถิงเดือนห้า   กาลฤดูปีใหม่   ฝนจึงฮวยชุ่ม    หญ้าเขียวอ้วนป่งใบ
 
เดือนหกขึ้น   ฝนฮวยฮำแผ่น   ฟ้าใหม่ตั้ง   ฤดูถ้วนถ่ายแถม  นั้นแล้ว
 
คันว่า  เถิงเดือนแปดแล้ว   ฝนลงฮำแผ่นดินนั้น   ดินอ่อนขึ้น   เมืองบ้านชุ่มเย็น
 
ท่านจัก  ผายปลูกข้าวกล้า   หว่านดำนาแลเด   พอเดือนเจ็ด   ไถฮุดแต่งแปลงตากล้า
 
ยูท่าง  ทำนาสร้าง   บูฮานฮีตเก่า   ฮอดเดือนเก้านั้นแล้ว   ประสงค์ได้แต่งดำ  เจ้าเอย
 
เถิงเดือนสิบมาแล้ว   เป็นรวงตกถอก   เม็ดข้าวเท่าหมากพร้าว   ต้นเท่าลำตาล 

ฮวงมันยาว   ค่าสามวาแง้น
 
ยามเมื่อข้าวแก่แล้ว   สุกเรื่อเต็มนาเมื่อใด   ให้เขาเกี่ยวจากข้วน   เมือสู่เล้าทุกรวง
 
เก็บเกี่ยวแล้ว   แปลงก่อเป็นลอม    นางแม่โพสพ   รุ่งเรืองลามเล้า
 
ตีฟาดข้าว   ในลานเข็นแก่   เป็นกุ้มข้าว   สูงพ้นแต่งดี  ฯ
 
ในตอนท้ายเรื่องราวเมื่อพญาคันคากหรือพระยาคางคกชนะแถนได้เบ็ดเสร็จและสั่งเสียให้กระทำตามแล้ว ชาวเมือแถนก็เฉลิมฉลองเถลิงเกียรติเสพงันให้กับพญาคันคาก และเมื่อสนุกรื่นอ่าวกระสันต์กับเหล่าอัปสรจำนวนสามล้านนางแล้ว ฟังยินแซวแซวไห้ สาวแถนล้านโกฏิพุ้นเยอ ฝูงหมู่สาวเยาว์น้อย สามล้านหอดหิว- พญาคันคากก็ยกทัพกลับคืนสู่เมืองแห่งตน และก็ได้เกิดความห่วงหาอาลัยกันอย่างเหลือแสนในรสรักนั่น จนทำให้เหล่าอัปสรถึงกับเป็นบ้าเพ้อคลั่ง ล้มลงกลิ้งเกลือกดิ้นท่าว ๆ บางนางก็ตีอกชกตัว ร่ำร้องโหยไห้ดิ้นดั่น และลางนางก็ถึงกับละลายกลายเป็นผงธุลีวับหายไป และทุกนางอัปสรส่ำน้อยก็ล้วนเป็นป่วงบ้าเมามัวในพญาคันคากเสียแล้ว
 
 ภาพจาก http://www.watphraprangsida.com/posts/1461
 
หลังจากเสร็จกิจจกรรมเกี่ยวแก่อาหารแล้ว พ่อก็อาบน้ำแต่งตัว เด็กหญิงอิ่มและเอื้อยก็อาบน้ำแต่งตัว และแม่ก็อาบน้ำแต่งตัวเช่นกัน เป็นปีแรกก็ว่าได้ที่แม่จะไปพร้อมกับเธอ เอื้อย และพ่อด้วย โดยที่บ่ฉายเดี่ยวอย่างปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา
         
เมื่อวานนี้ เอื้อยของเธอนั้นงอแงอยากจะหยุดโรงเรียนอย่างเธอ แต่บ่ได้รับการอนุญาตจากแม่ โดยที่พ่อได้แต่ยืนยิ้มแหย ๆ เมื่อเอื้อยอ่าวอ้อนแอ่วแง ๆ ให้ช่วยพูดคุยกับแม่บ้าง จึงเป็นว่าเอื้อยนั้นต้องไปโรงเรียนทั้งน้ำมูกน้ำตาเหยอะย้อยขึ้นนั่งบนรถยนต์ไปโรงเรียนพร้อมกับแม่ที่ก็ไปทำงานด้วยเช่นกัน เด็กหญิงอิ่มนั้นหยุดแต่เพียงลำพัง และเริงร่าเหลือจะเอ่ยไปวัดร่วมพิธีกองฮด
 

ภาพ
จาก http://lanpanya.com/siltation/archives/141
 
เท่าที่ข้อยทราบมาแต่ก่อน การเลื่อนสมศักดิ์พระภิกษุสงฆ์ของไทลาวฝั่งขวานั้น ยึดตามแบบสืบทอดมาจากลาวล้านช้างฝั่งซ้าย โดยการให้ไทบ้านเป็นผู้เลื่อนให้ ซึ่งถือว่าเป็นการควบคุม ตรวจสอบพระภิกษุสงฆ์ไปด้วยในตัว ซึ่งเรียกว่า ฮดสง หรือ ฮดสรง ก่อนจะถูกยกเลิกไปในสมัยราชกาลที่ห้า ช่วงการปฏิรูปการปกครองแบบรวมศูนย์;
ฮดสรงการเลื่อนสมณศักดิ์พระภิกษุสงฆ์ของไทลาว[3]
การจัดตำแหน่งสมณศักดิ์พระภิกษุสงฆ์ของชาวอีสานสมัยอิทธิพลราชธานีไทยนั้น ไม่ได้จัดทำเนียบตำแหน่งสมณศักดิ์ตามแบบพระสงฆ์ส่วนกลาง นั่นคือยังใช้สมณศักดิ์ตามแบบของอาณาจักรล้านช้างที่จัดทำเนียบสมณศักดิ์ไว้ดังนี้
(๑)    สำเร็จ คือพระภิกษุหรือสามเณร ที่ได้รับเถราภิเษกฮดสรง ครั้งที่ ๑
(๒)   ซา คือพระภิกษุหรือสามเณร ที่ได้รับเถราภิเษกฮดสรง ครั้งที่ ๒
(๓)   คู (ครู) คือพระภิกษุหรือสามเณร ที่ได้รับเถราภิเษกฮดสรง ครั้งที่ ๓
(๔)   คูหลักคำ หรือหัวครูหลักคำ คือพระภิกษุที่ได้รับเถราภิเษกฮดสรง ครั้งที่ ๔
(๕)   คูลูกแก้ว หรือหัวคูลูกแก้ว คือพระภิกษุที่ได้รับเถราภิเษกฮดสรง ครั้งที่ ๕
(๖)    คูยอดแก้ว หรือหัวคูยอดแก้ว คือพระภิกษุที่ได้รับเถราภิเษกฮดสรง ครั้งที่ ๖

เมื่อพระภิกษุสามเณรบวชเรียนไปได้ระยะหนึ่งจนสามารถท่องมนต์เจ็ดตำนาน สวดพระปาติโมกข์  เรียนภาษาบาลีถึงขั้นตอนหนึ่ง ๆ ชาวบ้านมัคนายกวัด เจ้าบ้านผ่านเมือง ก็จะจัดพิธีฮดสรงให้พระภิกษุสามเณรรูปนั้น ๆ เพื่อที่จะเลื่อนสมณศักดิ์ไปอีกระดับหนึ่ง แต่กระนั้นก็ตามพระสงฆ์สามเณรที่จะได้รับพิธีเถราภิเษกฮดสรงนั้นต้องมีจริยวัตรอันดีงาม ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา และต้องขยันหมั่นเพียรศึกษาพระธรรมวินัยและศึกษาคัมภีร์ได้ตามลำดับที่กำหนดไว้ จึงจะได้รับเลื่อนสมณศักดิ์

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมจะควบคุมจริยวัตรของพระภิกษุสงฆ์ด้วย เพราะชาวบ้านมีความใกล้ชิดกับวัดจึงรู้ว่าพระภิกษุรูปใดมีจริยวัตรดีงาม และขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระธรรมวินัย สมควรแก่การเถราภิเษก ส่วนพระภิกษุที่นอกคอกประพฤติผิดพระวินัยเป็นอาจิณ ชาวบ้านจะรู้กันทั่วไปในสังคมเล็ก ๆ นั้น ฉะนั้นพระภิกษุรูปดังกล่าวจึงไม่ได้รับเถราภิเษกฮดสรงเพื่อเลื่อสมณศักดิ์ (ต่างกับปัจจุบัน ที่ส่วนกลางมีอำนาจเลื่อนสมณศักดิ์ แต่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชิดวัดรู้เห็นพฤติกรรมของพระสงฆ์อย่างดีไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการเลื่อนสมณศักดิ์ จึงพบว่ามีการผิดพลาดกันอยู่เนือง ๆ)

ธรรมเนียมการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ โดยชาวบ้านมีส่วนรู้เห็นในการเถราภิเษกฮดสรงได้กระทำกันมาโดยต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยอิทธิพลอาณาจักรล้านช้างและสมัยอิทธิพลราชธานีไทย จนถึงเมื่อสมัยปฏิรูปการปกครองหัวเมือง และได้ส่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลไปกำกับราชการตามหัวเมืองในภาคอีสาน ประกอบกับพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายได้แพร่เข้าไปยังมณฑลอุบลราชธานี สร้างวัดสุปัฏนารามเป็นอารามของพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายที่จังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนั้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๖ พระราชมุนี (อ้วน ติสฺโส ซึ่งภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์) ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี เห็นว่าการเลื่อนสมณศักดิ์แบบธรรมเนียมภาคอีสานเริ่มฟั่นเฝือกันใหญ่ ชาวบ้านก็สามารถเลื่อนสมณศักดิ์พระภิกษุได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด

เมื่อครั้งพระยาวิเศษสิงหนาท (ปิ๋ว  บุนนาค)  ผู้รั้งสมุหเทศาภิบาลมณฑลอุบาลราชธานี ฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายกรรมการมณฑล ได้ประชุมปรึกษาเรื่องการบริหารและทำนุบำรุงกิจการพระศาสนาในมณฑลอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖ ณ ศาลากลางมณฑล สรุปว่า
ตามข้อประกาศนี้ (ประกาศเถราภิเษกฮดสรง) ได้ความว่าเป็นของครั้งเจ้าผู้ครองเวียงจันทน์ทำขึ้นไว้สำหรับเป็นประเพณีแต่งตั้งสมณศักดิ์และพร้อมด้วยเจ้าครองเวียงจันทน์รู้เห็นด้วย แต่ชาวเราไปเก็บเอามาใช้จนฟั่นเฝือ ถึงราษฎรโดยมากก็แต่งตั้งสมณศักดิ์ได้โดยความเข้าใจผิด ที่คิดห้ามเสียคราวนี้ ก็เป็นการสมควรมาก

นับแต่นั้นมาธรรมเนียมเถราภิเษกเลื่อนสมณศักดิ์แบบล้านช้างก็เลิกไป และมณฑลอื่น ๆ ในภาคอีสานก็ใช้ประกาศของมณฑลอุบลราชธานี ยกเลิกตำแหน่งสมณศักดิ์แบบจารีต และการแต่งตั้งสมณศักดิ์จากส่วนกลางก็ได้นำไปในภาคอีสานสืบต่อมา
 
 
แต่งเนื้อแต่งตัวแล้วก็พากันเดินออกจากบ้านทั้งครอบครัว จังหวะนั้นเองที่ขบวนแห่ของคุ้มตะวันตกผ่านมาพอดี เอื้อยอ้ายที่เป็นผาแดง-นางไอ่นั่งอยู่บนม้าที่มีอวัยวะเพศขนาดใหญ่ ปลัดขลิกขนาดเท่ากกขาบนท้ายรถกระบะโดยมีเด็กน้อยรุ่นเดียวกับเด็กหญิงอิ่ม ชายสองหญิงหนึ่งกำลังฟ้อน ลำ และเป่าแคนยั่วยวนอยู่ด้วย กลุ่มของพ่อใหญ่แม่ใหญ่และพ่อลุงแม่ป้า น้าสาวอาวอา เอื้อยอ้ายที่แต่งตัวราวกับคนบ้าและเมาแประเต็มเหนียงขี้ตาเกรอะกรังแล้วก็ฟ้อน ลำ กันเค็งคื่นนีนัน ทั้งเชิดชักให้บักเต้งเหล้ง สังวาสกับอีต้างหล้างไปด้วย เสียงเส็งกลองและเสียงพิณก็ระงมก้อง เสียงเซิ้งตามกันก็ระงมก้อง และเต็มไปด้วยกลอนเซิ้งอันเพอะเปรอะลามกที่เซิ้งตามกันออกมา
 “โอ้เฮาโอ พวกฟ้อนเฮาโอ บั้งไฟหมื่นของพญาแถนมาแล้ว มามาแล้ว บักหมอตอนควายแม่ ควายเถิกมีบ่แพ้ โตอ้ายบ่อยากตอน อ้ายนี้ ว่าสิเบือนบิด พั้วหมากนาวสี เผิ่นกะสิ ล้อมฮั้วถี่ ว่าอยากได้ หมากน้ำเต้าแล้ง ในค้างเผิ่นกะหวง พี่สิขอนำน้อง จอมพระนางสิให้อ้ายบ่ น้ำบ่ไหล ใส่ไซปลาค่อ สาวมักพ่อ เข็นฝ้ายในเฮือน พี่ไปเวียน เข้าหาบ่ได้ พี่สิออกจากบ้าน กินข้าวกับกบ หลบคืนมา กินกบข้าว พี่สิเว่า ความใหม่ต่อไป น้ำบ่ไหล ใส่ไซปลาค่อ สาวมักพ่อ เข็นฝ้ายในเฮือน พี่สินอนนำน้อง สามเดือนสิได้บ่
 
โอ้เฮาโอ เฮาโอ้เฮาโอ่ อีอีอ่าง บาดมันย่าง ตึงต่างตึงตาง ช้างสี้ช้าง อยู่ดงเสอเพอ คนเสมอสี้คนดังแหมบ ปลาหมากแปบกุมสี้ปลาขาวตอง ปลาขาวทองกุมสี้ปลาขาวเกิ้ง สี้เถลิงจิกหัวแม่ไก่ สัตว์หีใหญ่โคยน้อยแหม่นควย สี้ละลวยแหม่นม้าสี้ม้า สี้ช้าช้าโคยอ่อนแหม่นเป็ด สัตว์หีเคียวก้นงอนแหม่นแมงบี้ สี้เทิงฮ้านแหม่นเทวดา สี้กันคาแหม่นกบกับอึ่ง เขียดสี้เขียดเหยียดแข้งเหยียดขา เขียดจะนาสี้กันในน้ำ ตะตีต้ามโตนลงทีถ่วน จั๊ด...”
 
 
พ่อของเด็กหญิงอิ่มก็ฟ้อนไปตามจังหวะ  และคลอเสียงเซิ้งตามไปด้วย  มือหนึ่งก็จูงมือเธอ ส่วนเอื้อยนั้นเดินเลียบอยู่ข้าง ๆ กันกับแม่ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปหารถยนต์ที่บรรทุกม้าและผาแดง-นางไอ่ เพื่อถ่ายรูป เด็กหญิงอิ่มจึงสลัดมือจากพ่อ และเดินตามไปกับแม่และเอื้อย พ่อก็จึงได้ฟ้อนแต้เต็มสตรีม  
         
แม่กดซัตเตอร์แชะ ๆ โดยที่เด็กหญิงอิ่มและเอื้อยนั้นยืนจ้องมองเอื้อยอ้ายที่เป็นผาแดง-นางไอ่ที่กำลังส่งยิ้มให้พวกเธอทั้งสอง
 
 
ภาพจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=roseshadow&month=27-05-2009&group=8&gblog=3
 
 
โดยหลัก ๆ แล้วข้อยจะคุ้นเคยกับบุญบั้งไฟที่สืบเนื่องมาจากตำนานคำพื้นผาแดง-นางไอ่ เสียมากกว่าแต่ในครั้งคราวยังเป็นน้อยป้อยอ่อน ได้ฟังได้ยินแต่เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหลัก จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่หำโต้นหำเหลื่อมแล้วจึงได้รับรู้เพิ่มเติมในที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ความเชื่อเรื่องผาแดง-นางไอ่ในบุญบั้งไฟนั้นนับได้ว่าเป็นกระแสหลักของคนลาวฝั่งขวาโดยส่วนใหญ่ ซึ่งนอกจากจะสามารถพบเห็นได้จากการบอกเล่าโดยทั่วไปแล้ว ก็ยังสามารถพบเห็นได้ในขบวนแห่ที่ต้องมีผาแดง-นางไอ่นั่งอยู่บนหลังม้านั่นด้วย;
 
บุญบั้งไฟ (3)[5] คำพื้น ผาแดง-นางไอ่
เมื่อครั้งพระยาขอมตนพ่อ (พ่อนางไอ่) ได้โอ่อ่าวต่าวเติ้นชาวเมืองเส็งบั้งไฟ (แข่งขันบั้งไฟ) และทั้งเสี่ยงดูบุญญาบารมีว่ามีเท่าไหร่ มากน้อย หากใครมีบุญให้บั้งไฟนั่นขึ้นฟ้าหาบ่เห็น หากใครบุญน้อยให้บั้งไฟบ่ขึ้นอยู่คาค้างคาฮ้าน หรือว่าระเบิดเป็นควันไป และทั้งมีการพนันขันต่อเมืองบ้าน ลูกเมีย สนม ทาสีทาสา เงินคำ ช้างม้าต่อกันด้วย ซึ่งคราวนั่นนอกจากสีแก้ว เซียงเหียน ฟ้าแดด เหล่าน้อง ๆ ของพระยาขอมจะเข้าร่วมเส็งแข่งและพนันขันต่อด้วยแล้ว ท้าวผาแดงก็ยังทำบั้งไฟมาแข่งมาเส็งมาพนันอยู่ดอมด้วยเช่นกัน ขณะที่ภังคี (นาค) ก็ขึ้นจากเมืองบาดาลมารื่นรมย์ชมชื่นด้วยในคราวนั่น และด้วยเสียงลือส่าว่าด้วยความงามหยิ่งย้อยของนางไอ่นั่นเองที่เป็นตัวดึงดูดอีกหนึ่ง และก็เส็งแข่งกันอย่างสนุกล้นเหลือใดสืบมาแต่คราวนั้นนั่นเอง
  
 เมื่อนั่น จอมเมืองเจ้า  พระยาขอมไขเหตุ
  
อันว่าบุญห่านี้  เฮาสร้างเสี่ยงไฟ
  
ใผมีบุญมีน้อย  ไฟหางเหาะหล่วง
  
อย่าได้หลุ้เถือดท้าง  คาค้างอยู่คอน
  
ใผผู้บุญมีน้อย  สมภารส้วยต่ำ
  
ไฟสิยังอยู่ค้าง  คอนนั่นบ่ไป
  
เฮาสิเอาหยังสู้  เป็นพนันขันต่อ กันนอ
 
บ่กว่าหลานแจ่มเจ้า  พนันตั้งเสี่ยงบุญ ฯ
 

เมื่อนั้น หลานสีแก้ว  เซียงเหียน ฟ้าแดด

ก็จิ่งนบนอบนิ้ว  ทูลไหว้พี่พระยา

ตามแต่ราชาเจ้า  ทรงธรรมตนพี่

ทางน้องนี้  สิขันสู้สู่ทาง

อันว่า ศรีเมืองแก้ว  เซียงเหียน ฟ้าแดด
 
กับทังฝูงไพร่น้อย  เมียข้อยว่าสิเส็ง
 
กับทั้งไหเงินพร้อม  ไหคำตั้งต่อ
 
คันแหม่นพระพี่แพ้  พนันให้สิ่งใด


 
เมื่อนั้น จอมใจเจ้า  พระยาขอมไขบอก
 
นอกจากเมียมิ่งเค้า  เฮาแล้วแหม่นส่วนลง
 
อันว่าถงเงินพร้อม  ถงคำเดียระดาษ 
 
กับทังช้างแลม้า  สิยอให้ค่าพนัน
 
แหม่นว่าเป็นตายแท้  ใผมันอย่าว่า กันเนอ
 
ฝูงหมู่พวกไพร่น้อย  ชาวบ้านเผิ่นสิหยัน
 
เมื่อนั้น ภูชัยท้าว  พระยาขอมชี้แจ่ง
 
ผาแดงลูกมิ่งเค้า  ตนเจ้าว่าจั่งใด
 
คันแหม่นไปเฮาขึ้น  สิเอาหยังตั้งต่อ
 
ขอให้ศรีแจ่มเจ้า  แพงล้านว่ามา

เมื่อนั้น ผาแดงท้าว  แถลงคำบนบอก
 
 คันแหม่นไฟพ่อขึ้น  เมือฟ้าดั่งคะนิง
 
 อันว่าผาโพงห้อง  เมืองทองของลูก
 
 กับทังฝูงไพร่น้อย  สนมเหน้าหมื่นนาง

ลูกสิวางลงตั้ง  ไฟหางของพ่อ
 
กับทังตัวข้าน้อย  สิถวายให้ค่าพนัน
 
สิเอาหัวฮองพื้น  ตางตีนภูวนาถ
 
คันแหม่นพระบาทเจ้า  พนันแพ้ว่าจั่งใด
 
คันแหม่นไฟเฮียมขึ้น  สิเอาหยังตั้งเสี่ยง
 
บ่กว่าพระพ่อเจ้า  บุญกว้างว่ามา
 
เมื่อนั้น ราชาเจ้า  พระยาขอมบนบอก
 
พ่อบ่ขีนลูกเจ้า  ตามแท้แต่ประสงค์
 
พ่อสิเอาลงตั้ง  ทั้งเมืองเกลี้ยงอ่อยห่อย
 
กับทังนางนาถน้อย  สิลงซ้ำเสี่ยงกรรม
 
เอาแต่สมภารน้อย  บารมีสิมุงเหลื้อม 
 
พ่อก็เฒ่าแก่แล้ว  สิลองสร้างเสี่ยงบุญ
 
พอเมื่อจากันแล้ว  พนันเส็งตั้งต่อ
 
ฝูงหมู่พวกไพร่น้อย  โฮฮ้องซั่วแซว
 
ฝูงหมู่เมืองสีแก้ว  เซียงเหียน ฟ้าแดด
 
พากันแผดแผดฮ้อง  โฮเต้นเผ่นไป ฯ 
 
 
 
 
 
ทั้งเดิน ทั้งฟ้อน ทั้งเซิ้ง ทั้งลำ ทั้งเมาแประ เสียงพิณก็โตดตีโต่ง เสียงกองก็เข้าจังหวะกัน ต่างพากันตามกันไปยังจุดรวมพลเพื่อตั้งขบวนแห่ยังทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เด็กหญิงอิ่มหนวกหู แต่ก็สนุกสนานยิ้มแย้ม และทั้งเอื้อยของเธอด้วย แม่นั้นมัวแต่ถ่ายรูป พ่อนั้นก็หายไปกับคณะเซิ้งไปเสียแล้ว เสียงพูดคุยดังนีนันพี่น้องป้องปาย ดวงหน้าแจ่มใสราวกับเพิ่งถูกเลขถูกหวยกันมาได้เงินคนละหลายหมื่นบาท หอมเฮ้าดอกจำปาแคมฮั้วก็ส่งกลิ่นหอมมาห่อย ๆ เหวี่ยวอน สายลมเดือนหกต่อเดือนเจ็ดหอบเอาความชื้นของหมาดเม็ดฝนจากเมื่อคืนให้บ่ร้อนจนเกินไปนักมาด้วย ต้นกล้วย ต้นมะพร้าวโยกเอนไหวใบสีกันแส่ด ๆ ดวงตระเว็นมัวซัวหลบอยู่หลังมวลหมู่เมฆที่ยังหนาหนักเกาะกลุ่มรวมตัว บั้งไฟกาบกล้วย บั้งไฟท่อพีวีซีขนาดเล็กก็ถูกจุดปล่อยขึ้นฟ้าเป็นระยะเป็นการตระเตรียมความพร้อม กลิ่นควันดินประสิวจึงฟุ้งจนไอจามกันออกมาในบางจังหวะ
 
ขบวนแห่ของคุ้มตะวันตกเรื่อย ๆ ไปสมทบกับคุ้มอื่น ๆ ที่ไปรอคอยอยู่ยังจุดรวมก่อนหน้าแล้ว ขบวนแห่ที่ยาวเหยียดเกือบหนึ่งกิโลเมตรเจิดแจ่มด้วยการแต่งแต้มของหลากสีแพรภัณฑ์ที่สวมใส่ ริ้วขบวนที่ประดับประดาตามกำลังทุนทรัพย์แต่เต็มเหยียดกำลังกาย และเต็มไปด้วยความครึกครื้นเหลือจะเอ่ย
 
ดินขี้ไถที่เพิ่งไถดะหมาดชุ่มน้ำฝนแต่เมื่อคืนส่งกลิ่นหอมมาโฮยฮาย เด็กหญิงอุ่นเดินเคียงข้างเอื้อย โดยที่แม่นั้นก็อยู่บ่ห่าง มุ่งหน้าสู่จุดเริ่มต้นของขบวนแห่บุญบั้งไฟประจำปีนี้ ในสายของวันนี้ สายที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน สายลมฮีฮวย และหอมเฮ้าดอกจำปาแคมฮั้วมาชื่นใจในอั่งอก.
 
 
หมายเหตุ: ขอบคุณ อุ้ย-ธีรภัทร เจริญสุข อย่างหลายหลวงสำหรับข้อมูลอ้างอิงบางส่วน และสำหรับแรงผลักให้ได้จัดการเรื่องนี้ออกมา หลังจากเอาแต่จดจ้อง ค้างเติ่งมาแล้วหลายวัน

[1]ตำนานบั้งไฟพญานาคฯ พญาคันคาก เรื่อง คางคกยกรบ; สุจิตต์ วงษ์เทศ, และชำระด้วยสำนวนภาษาของผู้เขียนจากตำนานคำบอกกล่าวที่ปรากฏในบางแห่งบางที่
[2]  พญาคันคาก; จารุบุตร เรืองสุวรรณ ที่ปรากฏนี้คัดมาเฉพาะบั้นที่พญาแถนโกรธเคืองพญาคันคากและเกิดการรบเลวกันแล้วเท่านั้น
[3]พระพุทธศาสนาในภาคอีสานและล้านช้าง; ธวัช  ปุณโณทก; การใช้ตัวเลขในหัวข้อคงไว้ตามต้นฉบับ

[4]ถอดความแบบเก็บความ คำเซิ้งท่อนแรกกล่าวถึง การจีบสาวที่ลงเข็นฝ้ายในยามค่ำคืน และอย่างยากเย็น เป็นที่หวงห้าม แต่ก็มีความพยายาม ด้วยหวังอยากจะนอนร่วมห้องเคียงหมอน ส่วนท่อนสองนั้นกล่าวถึง การสังวาสของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ดังนี้ “ช้างเย็ดช้างอยู่ในป่า คนดั้งโด่งเย็ดคนดั้งหัก ปลาหมากแปบไล่เย็ดปลากราย ปลาขาวทองไล่เย็ดปลาขาวเกิ้ง เย็ดโดยขึ้นทับจิกหัวไว้นั่นเป็นไก่ สัตว์หีใหญ่แต่ควยเล็กนั่นคือควาย เย็ดละลวยนั่นม้าเย็ดม้า เย็ดช้า ๆ ควยอ่อนคือเป็ด สัตว์ร่านแร่ดก้นงอนนั่นผีเสื้อไหม เย็ดกันบนฟ้านั่นคือเทวดา เย็ดแล้วคาแยกไม่ออกนั่นเป็นกบและอึ่ง เขียดเย็ดเขียดเหยียดแข้งเหยียดขา เขียดจีนาเย็ดกันในน้ำ...”

อนึ่ง ในบุญบั้งไฟ ในขบวนแห่นั้น จะมีแต่เรื่องสกปรกและลามกเป็นสำคัญ ไม่ว่าคำพูด –คำพื้นท้าวฮุ่งท้าวเจืองที่อีกทางหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยเรื่องลามกจกเปรตสังวาสกันมักจะถูกเล่าสู่กันฟังในงานบุญบั้งไฟนี้ อีกทั้งการเสพงันให้กับพญาคันคากหลังจากรบชนะแถนแล้วก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของการสังวาสกับเหล่าอัปสรทั้งสิ้น- หรือสิ่งของที่ร่วมงานบุญก็จะเกี่ยวกับเรื่องเพศทั้งสิ้น ทั้งเรื่องเล่าและสัญลักษณ์เหล่านี้นั้นก็ตามความเชื่อที่ว่า เป็นเครื่องหมายของความสัมพันธ์ระหว่าง ฟ้ากับดิน หญิงกับชาย ที่เป็นพลังก่อกำเนิดเกิดขานชีวิต และเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ นั่นเอง
[5]ผาแดง-นางไอ่; ปริวรรตโดย ปรีชา พิณทอง; ในที่นี้คัดมาเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับบั้งไฟเท่านั้น 
 
 

 

ความเห็น

เป็นคางคาก อยากมีเมีย

เป็นคางคาก อยากมีเมีย เลยเลียแถน
ได้นางแก้ว เป็นแฟน สุขไฉน
กบฎแถน ไม่ส่งส่วย รวยกว่าใคร
ยกทัพใหญ่ สู้ฟ้า ว้าวุ่นกัน

ยังทำศึก สู้ยับ นางอัปสร
ไม่หลับนอน ยามลาลับ ยังหลับฝัน
เกิดเป็นคน สู้ไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
เป็นคางคก สักวัน ช่างปะไร

ฮอดผะยาค้างคากบ่ยอมส่งส่วย โด

ฮอดผะยาค้างคากบ่ยอมส่งส่วย
โดนยึดทรัพย์ โดนน้ำท่วม...อ่วมหลาย

สี้ละลวยแหม่นม้าสี้ม้า

สี้ละลวยแหม่นม้าสี้ม้า สี้ช้าช้าโคยอ่อนแหม่นเป็ด....... สัตว์หีเคียวก้นงอนแหม่นแมงบี้ สี้เทิงฮ้านแหม่นเทวดา สี้กันคาแหม่นกบกับอึ่ง เขียดสี้เขียดเหยียดแข้งเหยียดขา เขียดจะนาสี้กันในน้ำ ตะตีต้ามโตนลงทีถ่วน จั๊ด...”

กราบเรียนท่าน บอกอ เพียงขอถาม
ว่ากลอนลำ งดงาม ดูเหมือนว่า
ตรงจุดจุด หล่นหาย ไม่ได้มา
ลองช่วยหา ใครเสริม เติมมาพลัน