บล็อกของ moodang

โดย: moodang - 4 ปี 34 สัปดาห์
เอ็นจีโอ สายพันธุ์ใหม่ 2010 ภาพจาก desertpeace.wordpress.com             หลายครั้งผมเคยถามตัวเองว่าผมคืออะไร  ผมคือนักพัฒนา ผมคือภาคประชาสังคม หรือผมก็คือเอ็นจีโอนั่นแหละ  เอาเป็นว่าผมก็คงเป็นได้ทุกอย่างที่ผมอยากจะเป็นและก็คงเป็นทุกอย่างที่ผมสามารถทำงานได้เพื่อ..... ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ยอมรับว่าต้องใช้ความกล้าหาญหลายครั้ง แต่ก็ยอมรับต้องถึงเวลาออกมาพูดคุยกันสักที เพราะช่องว่างระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องเริ่มขยับไกลออกจากกันไปทุกที ความคิดความเชื่อกลวิธีก็ต่างกันไปตามลำดับของกาลเวลา แต่ต้องบอกและต้องเน้นย้ำตรงกัน "สิ่งนั้นไม่ใช่นำมาซึ่งความแตกแยก เพราะเขาหรือเราไม่ได้เชื่อแบบนั้นติดแบบนั้นและตีความผิดไปหมด ไม่ใช่พวกเราเหล่านี้เป็นต้น"   แล้วคำถามต่อมาเอ็นจีโอคืออะไร อะไรเรียกว่าสายพันธุ์เก่า หรือ อะไรที่เรียกว่าสายพันธุ์ใหม่  ผมเอาที่เขาเล่ามาแล้วกันแล้วมาเล่าต่อ   สายพันธุ์เก่า  บางคนนิยามว่า เป็นพี่น้องที่เข้าถึงประชาชนทั้งความคิดการแต่งตัว เป็นพี่น้องที่เข้าไปร่วมเคลื่อนขบวน ทั้งประเด็นเย็นหรือร้อนๆ สายพันธุ์ใหม่  บางคนเล่าว่าแบบใหม่นี่เล่าสื่อเก่ง เคลื่อนไว เล่นนโยบายและเป็นแบบกึ่งวิชาการ คือ พื้นที่บ้างวิชาการบ้าง   แล้วอะไรเป็นประเด็นหละ  เพราะเท่าที่ผมเข้าใจประเด็นคือ ความไม่เข้าใจกัน ความคิดความเชื่อที่ต่างกัน ยกตัวอย่างนะครับ "สายพันธุ์เก่ามองว่า สายพันธุ์ใหม่นี่แหละเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ งานเคลื่อนไหวไหม ทำไมมันคิดมันเชื่อแบบนี้วะ เป็นวิชาการ  แต่ขณะเดียวกันสายพันธุ์ใหม่ก็มองว่าสายพันธุ์เก่าหัวแข็งเอาแต่วิธีการเดิม ไม่เคบรับฟังน้องๆสายพันธุ์ใหม่บ้าง ดูถูกรุ่นใหม่สูง " แต่ที่ผมพูดมาก็คือที่เคยได้ฟังทั้ง 2 สายพันธุ์เพราะมีโอกาสไปฟังมา  แต่ตัวผมเองเคยไปเจอมาครั้งหนึ่งก็แปลก" ในเวทีบอกว่าเสนอรับฟังทุกส่วน  แต่พอเราเสนอไปแล้วนั้นปรากฏว่า โดนตอกเต็มหน้าเพราะอาจไม่ถูกหูพี่เขา เขาคิดแบบนี้ผมเชื่อแบบนี้ทำไม ความคิดผมคนเดียวก็ขับเคลื่อนประเทศได้ เจ้าพระคุณท่านพี่แบบนี้ท่านพี่เอาแต่แนวคิดพี่คงไม่ต้องไปทำงานกับใครแล้ว ด้วยความเป็นผู้น้อยผมก็หุบปากดีกว่า" นี่แหละครับการรับฟังตัวตนเริ่มบังเกิด แล้วทีนี้รอยต่อ 2 รุ่นจะเชื่อมยังไง มันห่างออกไปเรื่อยๆ ท้ายสุดกระบวนการเดิมก็ไม่มีใครสานต่อ แต่กระบวนการใหม่ก็เกิดการเคลื่อนไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่รู้รากเหง้า ที่มา www.ebook.net           ผมไม่รู้ว่าช่องว่างจะทำอย่างไร (สำหรับบางกลุ่ม) ที่แนวคิดความคิดความเชื่อต่างกัน แล้วเอามาคุยเป็นโจทย์กันง่ายๆ คือ แล้วรุ่นเก่าทำไมไม่เอารุ่นใหม่ และรุ่นใหม่ไม่สามารถรับรุ่นเก่าได้ หลายครั้งผมเคยเห็นเวทีประสบการณ์ที่หลายๆที่ทำให้คนรุ่นเก่ารุ่นใหม่มามาเจอกันถ่ายทอดร่วมกัน หลายครั้งประทับใจพี่ๆ บางท่าน หรือ ผู้อาวุโส บางท่านที่ถ่ายทอดความรู้ ทั้ง ลุงริน อ. ไพบูลย์ พี่เดช เป็นต้นและท่านอื่นๆ ที่ทำให้ผมได้ความรู้ความคิด  แต่หลายครั้งก็แปลกไปการแลกเปลี่ยนกลายเป็นเวทีปะทะกัน เพราะความคิดที่ต่าง ทางออกคงเป็นสิ่งที่ง่ายๆผมว่า "การรับฟังกันและพูดคุยอย่างเป็นมิตร" แล้วบรรยากาศการคุยหรือที่หลายๆเวทีทำจะทำให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนและเป็นพี่กับน้องกันจริงๆ   การพัฒนาไม่ว่าสายพันธุ์ไหนก็พัฒนาเหมือนกัน คงไม่ได้แบ่งที่อายุ ความคิด ความเชื่อหรือวิธีการ เพราะเราต่างเป็นเอ็นจีโอเพื่อผองชน    
โดย: moodang - 4 ปี 36 สัปดาห์
    อ.ไพบูลย์..เล่าให้ฟังหนังเรื่องอวตาร   "ผมว่ามนุษย์มีหางนี่แปลกนะ ที่แปลกกว่านั้นมันเสียบปลั๊กกับต้นไม้ได้มันเหมือนมีเส้นประสาทอยู่"   อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม 4 กพ. 2553       รูปจาก http://gotoknow.org/file/suthepkm  ขอยืมรูปของ พี่สุเทพ จาก พอช.ก่อนนะครับ           วันนี้(4 กพ. 2553) อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้เข้าร่วมประชุมที่ พอช. ในฐานะประธานคณะทำงานอนุฯกรรมการสภาองค์กรชุมชน ผมเห็นท่านวันนี้ท่านร่าเริงแจ่มใสยังโอบอ้อมอารีอยู่เสมอ ระหว่างรอประชุมนั้นอาจารย์ได้เล่าให้ฟังเรื่องต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องสมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือเรื่องอื่นๆ แต่ที่ผมมาสะดุดนั้นไม่ใช่เรื่องอะไร  แต่เป็นเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟังว่า "วันก่อนผมได้ไปดูหนังมาเรื่อง อวตาร ใครไปดูมาแล้วบ้าง ผมไปดูมาแปลกนะมนุษย์มีหางที่สามารถเอาหางของตัวเอง เชื่อมต่อกับธรรมชาติต้นไม้สิ่งต่างๆได้  และที่สำคัญนะในหนังต้นไม้มันเยอะไปหมดเลย" ภาพจาก www.kapook.com      จากประโยคของอาจารย์เรื่องหนังอวตารนี่เอง "ผมก็มานึกเอาเองว่าหากเรามีหางที่สามารถเชื่อมต่อสื่อสารกันได้รับรู้ความรู้สึกระหว่างกันบ้างก็น่าจะดีแน่ เพราะบางครั้งการที่เราไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกคนอื่นได้ สิ่งนั้นเองก็ทำให้คนอื่นก็ไม่เข้าใจเราเองเช่นกัน" ผมเองก็ตั้งใจจะเขียนเรื่องอวตารหลายครั้ง แต่เห็นคนอื่นเขียนเยอะแล้ว ตัวเองอ่านเอาก็น่าจะพอจึงไม่เขียน  แต่ยอมรับที่เขียนวันนี้เพราะผมไปได้ยินอาจารย์พูด เพราะคิดว่าหนังเรื่องนี้แม้แต่อาจารย์เองก็สนใจต้องมีอะไรดีแน่ เพราะตัวเองก็ไปดูมาแล้วสัก 1 รอบแล้วหละ เลยจะเอามาแลกเปลี่ยนกับทุกคนดูครับ ผมจะเขียนเป็นความรู้สึกของผมดีกว่าเมื่อได้ดูเรื่องอวตาร เพราะเนื้อหาอาจจะจำได้ไม่หมด แต่ความรู้สึกนั้นผมว่าผมยังจำได้ดีว่ามันสนุกและทำให้ผมคิดตามแค่ไหน ภาพจาก www.yenta4.com            "ผมรู้สึกว่าคนเราไม่เคยพอจริงๆนะครับว่าไหม ที่เราดั้นด้นเข้ามาในที่นี่ก็เพื่อ แร่อะไรสักอย่างนี่แหละ ที่เป็นที่อยู่ของมนุษย์มีหาง แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ก็พยายามเพื่อเข้าใจพวกมนุษย์เหล่านี้ ผมกำลังนึกถึงอะไรรู้ไหม ก็จะไปไล่ที่เขายอมทำทุกวิถีทางเลย ท้ายสุดไม่ได้เป็นอย่างนั้น อำนาจยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ได้เป็นของมนุษย์กลับแปลกที่ยิ่งใหญ่นั้นคือ ธรรมชาติ ในเรื่องที่สื่อสารสายใยชีวิตของคนและธรรมชาติโดยการใช้หางของตัวเองประสานกับทุกสิ่ง  ที่มีช่องทางเพื่อการเชื่อมต่อกัน ท้ายสุดมนุษย์ก็คือตัวเล็กๆคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ธรรมชาติและเราเองก็ใช้มันอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ผมบ่นนี่ผมก็ยังคิดว่าผมเองก็ใช้พลังงานพอสมควรเลยแหละ  และที่กระตุกแนวคิดผมที่อาจารย์พูดคือ ต้นไม้มันเยอะไปหมด แต่เดี๋ยวนี้หละบ้านเรายังเยอะแบบนั้นหรือเป่า เป็นเรื่องที่น่าหาคำตอบพอสมควร" และเราเองก็คงต้องหาคำตอบต่อไป...      และตอนนี้ตอนที่ผมเขียนตอนนี้ก็ปาเข้าไปตั้ง เที่ยงคืนกับอีกนิดๆ แล้ว ผมว่าผมเองก็ควรเข้าไปนอนสักตื่น ลองหลับให้ลึกๆเพื่อฝันไปหาเมืองในหนังเรื่องอวตารได้แล้ว เมืองที่มนุษย์มีหางสามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้ เมืองที่เข้าใจธรรมชาติและเคารพมันเพราะคือแหล่งพลังชีวิตของเขา ภาพจาก www.anomalousmaterial.com             tinyMCE.init({ mode: "none", plugins: "paste", theme: "advanced", theme_advanced_buttons1: "bold,italic,underline,strikethrough,|,bullist,numlist,blockquote,|,forecolor,backcolor,|,link,unlink,image,|,pastetext,pasteword,code", theme_advanced_buttons2: "", theme_advanced_buttons3: "", extended_valid_elements: "font[size|color|style]", relative_urls: false, remove_script_host: false, auto_cleanup_word: false, theme_advanced_toolbar_location: "top", theme_advanced_toolbar_align: "left", theme_advanced_path_location: "bottom", content_css: "/stylesheets/editor.css" }); tinyMCE.baseURL = "/javascripts/tinymce/jscripts/tiny_mce"; function loadTinyMCE(objName) { tinyMCE.execCommand('mceAddControl', false, objName); if ($('load-tinymce') != null) $('load-tinymce').hide(); if ($('unload-tinymce') != null) $('unload-tinymce').show(); if ($('image-injection-wrapper') != null) $('image-injection-wrapper').show(); } function unloadTinyMCE(objName) { tinyMCE.execCommand('mceRemoveControl', false, objName); if ($('unload-tinymce') != null) $('unload-tinymce').hide(); if ($('load-tinymce') != null) $('load-tinymce').show(); if ($('image-injection-wrapper') != null) $('image-injection-wrapper').hide(); } (AVATAR ) เมื่อธรรมชาติอยู่ไกลเรายิ่งขึ้น และขณะเดียวกันเรายิ่งหนีธรรมชาติไปอีก
โดย: moodang - 4 ปี 37 สัปดาห์
The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต         ก่อนเข้าอ่านเนื้อเรื่อง ผมอยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านของผมลองเข้าไปดูที่ link นี้ก่อนเพื่อดูMVของเรื่องนี้ครับ http://www.youtube.com/watch?v=m52MiAtI7p8 เพื่อเข้าใจความหมายของหนังเรื่องนี้ "คนแรกของหัวใจคนสุดท้ายของชีวิต"   ที่ดูแล้วยังบอกอีกว่า จำความรักครั้งแรกได้ไหม และที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าต่อก็เพราะความประทับใจที่ภาษารักของหนังสื่อสารออกมาอย่างละเมียดละไม ทั้งความหมายที่ซ่อนในฉาก หรือแม้แต่การแสดงของตัวละครแต่ละตัวของเรื่อง    ภาพจาก www.siamzone.com        ผลงานของ Kwak Jae-yong ผู้กำกับมากฝีมือผู้เคยสร้างความประทับใจล้นหลามจากภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl และส่งนางเอกสาว Jeon Ji- Hyun จนโด่งดังมาแล้วทั่วเอเชีย      The Classic เล่าเรื่องราวของ Ji-hae และ Soo-kyoung สองสาวเพื่อนสนิทที่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมละครเวทีเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับ Sang-min ชายหนุ่ม ซึ่ง Soo-kyoung แอบปลื้ม เธอวานให้ Ji-hae ช่วยเขียนอี-เมล์รักส่งถึง Sang-min อยู่บ่อยครั้งโดยที่เธอไม่ระแคะระคายเลยว่า Ji-hae เองก็แอบมีใจให้ Sang-min เหมือนๆกับเธอ    ภาพจาก www.pantip.com      Ji-hae เสียสละโดยยอมหลีกทางให้กับเพื่อนสาว เธอยังทำหน้าที่เขียนอี-เมล์ให้กับ Soo-kyoung แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้า Sang-min แม้ว่าเขาจะเชื้อเชิญเธอให้ไปเที่ยวหรือทางข้าวด้วยกัน กอปรกับในช่วงเดียวกัน Ji-hae ได้ค้นพบสมุดบันทึกและจดหมายรักของคุณแม่ในตู้เก็บของ เธอจึงเก็บตัวเงียบ ใช้เวลากับการอ่านข้อความเหล่านั้นอย่างตั้งใจ จนได้พบว่าความรักของคนรุ่นพ่อแม่ของเธอก็มีอุปสรรคนานัปการสาหัสยิ่งกว่าสิ่งที่เธอกำลังประสบ         แม่ของเธอ คือ Joo-hee พบรักแรกกับ Joon-ha แต่เธอถูกผู้ใหญ่มั่นหมายให้แต่งงานกับลูกชายพ่อค้าใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนกับ Joon-ha ทั้งคู่จึงต้องเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อกันปิดบังทั้งเพื่อนและพ่อ เพื่อแอบพบกันอย่างลับๆ Joon-ha จำยอมเขียนจดหมายรักตามคำขอร้องของเพื่อนเพื่อส่งให้กับ Joo-hee จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิด ส่งให้ Joon-ha ตัดสินใจบอกลา Joo-hee และสมัครเข้ากองทัพเพื่อร่วมรบในสงคราม ก่อนที่ทั้งคู่จะจากกัน Joo-hee ได้มอบสร้อยเงินเส้นรักให้แก่ Joon-ha เพื่อเป็นสัญญาใจว่าเขาจะต้องมีชีวิตกลับมาเพื่อนำสร้อยเส้นนี้คืนเธอ      Ji-hae รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดในรุ่นคุณแม่ และพึงได้ตระหนักว่า การเสียสละบางอย่างเพื่อใครบางคนอาจเป็นสัมผัสอันงดงาม แต่ผู้เสียสละด้วยการโป้ปดหัวใจของตนเองคงต้องเตรียมพร้อมและยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะตามสนอง ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงจนสร้างแผลลึกในความทรงจำและไม่อาจหายาวิเศษขนานใดมาสมานได้ชั่วชีวิต (เนื้อเรื่องย่อจาก http://www.jkdramas.com/movies/theclassic.htm)   แบ่งปันและเล่าไป      ผมหยิบเอาหนังเรื่องที่ว่ามาเล่าอีกครั้งเพราะวันนี้ผมได้ดูหนังเรื่องนี้โดยบังเอิญ  เพราะวันนี้ก็เก็บกวดห้องให้เข้าที่ เพราะวันๆทำงานแต่งานมาถึงห้องก็สลบเหมือดพอดี พอเปิดดูอีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองดูหนังเรื่องนี้ตอนปี 4 อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งจำได้ว่าก็หลายปีทีเดียว พอดูฉากของหนังถ่ายทอดความรักของคนรุ่นต่อรุ่น ที่รักและสัมพันธ์กันอย่างไร้จุดหมายไม่มีที่สิ้นสุดแต่ท้ายสุดก็มาบรรจบกันได้ เริ่มจากความรักของรุ่นพ่อและแม่ที่เป็นความรักระหว่างชนชั้นคนจนกับคนรวย แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนยันที่จะรักกัน      ภาพจาก www.newswit.com       โดยฉากหนึ่งที่บางคนดูแล้วอดคิดตามไม่ได้คือ ฉากที่Joo-ha และ Joo-hee พบกัน Joo-hee ทักและถามไถ่ Joo-ha ว่าที่เขากำลังเล่นนั้นคืออะไร เขาตอบไปว่าด้วงขี้ควาย joo-hee กลับไม่ได้รังเกียจและถามว่าขอจับหน่อยได้ไหม และ Joo-ha ก็ส่งให้ แสดงถึงความรักที่ไม่ได้รังเกียจแม้แต่ชนชั้นของคนทั้งคู่  แต่เรื่องก็ไม่ได้จบแบบมีความสุขแบบหนังไทย เพราะว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้ครองรักกัน ฉากหนึ่งที่ผมเห็นแล้วแอบน้ำตาซึมคือ วันที่ Joo-ha กลับมาจากสนามรบแล้วตาบอดได้นัดพบ Joo-hee เขาไปเดินฝึกซ้อมที่ร้านหลายรอบเพื่อไม่ให้ joo-hee รู้ว่าเขาตาบอด แต่ท้ายสุดความก็มาแตก อีกทั้งเขายังโกหกว่าแต่งงานแล้วทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่ง ตราบนั้นความรักคนทั้งคู่ยังรักกันเสมอตราบเท่าชีวิตจะหาไม่ (ดังตอนหนึ่งที่ว่า ผู้เสียสละด้วยการโป้ปดหัวใจของตนเองคงต้องเตรียมพร้อมและยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะตามสนอง ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงจนสร้างแผลลึกในความทรงจำและไม่อาจหายาวิเศษขนานใดมาสมานได้ชั่วชีวิต   ภาพจาก 2.bp.blogspot.com       ส่วนในรุ่นลูกคงไม่ต่างกัน แต่มีความน่าคิดตรงที่เขาทำตามหัวใจสิ่งที่เขาเรียกหาและภักดีกับมันซะยิ่งกว่าสิ่งใด ในฉากหนึ่งทั้งคู่เดินไปที่พิพิธภัณฑ์กระจกตัดผ่านคนทั้งคู่ ทั้งๆที่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไร แต่เหมือนสิ่งนั้นไม่ได้สามารถทำได้ง่ายๆ เลย แต่ความรักก็ดั่งนิยาย เพราะหลายคนต่างไขว่คว้ามัน ฉากของรุ่นลูกจึงเป็นฉากที่สมหวัง ปิดบังความปวดร้าวจากรุ่นพ่อและแม่ที่สะท้อนออกมา ส่องกระจกวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่ที่เห็นความเท่าเทียมกันเพิ่มมากขึ้น นี่ก็เป็นเกร็ดจากหนังเล็กๆน้อยๆที่ผมเอามาแลกเปลี่ยนครับ  แล้วคุณหละรู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่อง The Classic ?     ภาพจาก pirun.ku.ac.th    
โดย: moodang - 4 ปี 37 สัปดาห์
กฏหมายอุ้มบุญ ทางแพร่งที่ต้องเลือกเดิน เกริ่นนำ  บทความชิ้นนี้เคยเขียนเพื่อเผยแพร่ครั้งหนึ่งแล้วที่ www.prachatai.com และ www.thaingo.org เพื่อเปิดประเด็นกับสังคมเรื่องกฏหมายรับจ้างตั้งท้องแทน เพื่อขยายมุมมองมากขึ้น ผู้เขียนพยายามวิเคราะห์แนวคิดตนเองลงไปในบทความและนี่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะยังมีประเด็นที่มีความแตกต่างหลากหลายอยู่ ภาพจาก http://babyhothit.blogspot.com/2...399.html      "โดยที่เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธ์ในปัจจุบันได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและได้ช่วยคู่สมรสฝ่ายหญิงซึ่งไม่สามารถตั้งครรภ์ให้สามารถมีบุตรได้ด้วยการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน แต่การดำเนินการให้มีการรับตั้งครรภ์แทนอาจก่อให้เกิดการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน หรือจากเด็กที่เกิดจากการรับตั้งครรภ์แทน ประกอบกับสถานภาพทางกฎหมายของเด็กที่รับตั้งครรภ์แทนยังขาดความชัดเจน ดังนั้น เพื่อควบคุมมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากการรับตั้งครรภ์แทนโดยมิชอบ และกำหนดสถานภาพทางกฏหมายของเด็กที่เกิดจากการรับตั้งครรภ์แทนให้มีความชัดเจนและเหมาะสมจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" (ร่างหลักการและเหตุผล พระราชบัญญัติการรับตั้งครรภ์แทน พ.ศ. ....)       ท่ามกลางกระแสสังคมที่เร่งรีบและสับสนสังคมที่มุ่งสู่กระแสแห่งความโดดเดี่ยวที่ต้องทุ่มเทให้ทั้งเวลาการงานการดำรงชีพนั้น บางคู่บางครอบครัวถึงกับไร้ซึ่งเวลาที่จะอยู่ร่วมกันและทำให้สุขภาพทางใจ สุขภาพทางกาย รวมถึงสุขภาพทางเพศ อ่อนแรงและไร้พลังจนยากที่จะมีบุตรหลาน เพื่อยืนยันถึงความเป็นครอบครัวในฝัน ทางออกของบางคู่จึงเป็นต้องใช้กรรมวิธีช่วยการเจริญพันธุ์ (Reproductive) หรือ เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ (Reproductive Technology) เพื่อให้ได้ทายาทสัญลักษณ์ความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่ว่าการที่จะได้ครอบครัวที่สมบูรณ์นั้นได้มาอย่างไร? เป็นคำถามที่น่าคิด เมื่อเกิด "ร่างพระราชบัญญัติการรับตั้งครรภ์แทน พ.ศ ...." อันเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือที่สร้างเพื่อให้ตอบปัญหาดังกล่าว ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติกำลังเกิดขึ้นประเด็นอีกมุมมองหนึ่งก็เป็นภาพที่ควรถูกหยิบยกมานำเสนอ เพื่อหาช่องว่างและร่วมแก้ไขไปพร้อมกัน เมื่อผู้หญิงเป็นเครื่องมือเพื่อการสืบพันธุ์ ประเด็นดังกล่าวนอกจากเป็นสิทธิทางการอนามัยเจริญพันธุ์แล้ว ยังถือเป็น "สุขภาพทางเพศ (Sexual Right) และ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ (Reproductive Right)" ซึ่งหมายถึง สิทธิในร่างกาย สิทธิความเป็นบุคคลและสิทธิที่จะตัดสินใจอย่างเป็นอิสระได้ด้วยตัวเอง อันเป็นหลัการที่มีความหมายมหาศาลภายใต้สังคมที่ถือความสำเร็จของครอบครัวคือการมีทายาท ข้อท้าทายในร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวคือ เมื่อการตัดสินใจอุ้มบุญ (อุ้มท้อง) ให้ใครคนหนึ่งมันยากเพียงไร เพราะการที่จะตัดสินใจได้นั้นต้องประกอบด้วยการที่เข้าถึงและการับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน (Right to Information and Education) ทั้งผลที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ผลที่เกิดขึ้นต่อสถานะทางสังคม หรือเรื่องอื่นๆ หากการรับข้อมูลที่ไม่รอบด้านสิ่งอันตรายที่ตามมาคือ การตัดสินใจที่ผิดพลาด และผลที่ตามมานั้นอาจเป็นทั้งประเด็น การไม่อยากรับตั้งท้องต่อไปหรือแม้กระทั่งการทำแท้งเป็นต้น รวมถึงข้อมูลที่รอบด้านนั้นจำเป็นที่ต้องยังต้องคำนึงถึงหญิงที่รับจะมาตั้งครรภ์ที่ต้องดูสภาวะการตัดสินใจ โดยตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ การศึกษา อายุ และวุฒิภาวะทางอารมณ์ เช่น เด็กหญิงที่อยู่ในระดับเยาวชน วันหนึ่งคิดอยากรับตั้งท้องโดยได้ข้อมูลต่างๆ มา แต่อีกวันไม่คิดสิ่งตามมาเป็นอย่างไร และการที่ยังต้องเรียนและยังต้องดำเนินชีวิตในสังคมเด็กหญิงหรือเยาวชนเหล่านั้นจะรับปัญหาได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าห่วงและจำเป็นหรือต้องระบุอายุของผู้ที่จะรับตั้งครรภ์แทน โดยร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวระบุไว้เพียง (มาตรา 10 (2) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์) ลูกของเรา (แต่) พ่อแม่เขาเป็นใคร?      ท่ามกลางการตั้งท้องอย่างยากลำบากมานาน 9 เดือนเต็ม ของคุณแม่อุ้มบุญ (คุณแม่จำเป็น) พร้อมกับการยกลูกน้อยให้ พ่อแม่ (เจ้าของไข่และอสุจิ) คำที่ได้มานั้นเป็นเพียงการขอบคุณและสัญญาที่ทำไว้เป็นกระดาษเปล่าแต่เหมือนเครื่องพันธนาการแห่งพันธสัญญา เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าคิดถึงแม้ว่าจะคิดมากยังไง แต่สายสัมพันธุ์ที่หญิงคนหนึ่งต้องอุ้มท้องมา 9 เดือน คงยากมากกับการที่จะยกลูกตนให้ใคร และคงจะยากยิ่งกว่าเมื่อความรู้สึกของคนเป็นแม่นั้นได้เกิดขึ้นแล้ว การกระดาษสัญญาเพียงแผ่นเดียว (สัญญาอุ้มบุญ) เป็นเครื่องมือเพียงไรในการประกันความรู้สึก หรือ แม้กระทั่งกันความสัมพันธ์ของคำว่า "แม่" ให้เหลือแต่เพียงคำว่า "แม่อุ้มบุญ" แม่ที่ผู้ที่เขาได้อาศัยท้องเกิดมาเพื่อการดูโลกและเป็นสิ่งที่เติมเต็มให้กับบางครอบครัว หรือ ชายหญิงคู่หนึ่งเท่านั้น อุ้มบุญเมื่อความรักกลายเป็นธุรกิจ      "อุ้มบุญ" ชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใย แต่เมื่ความรักความห่วงใยภายใต้อุ้มบุญโอบอุ้มแห่งความรัก มีธุรกิจแอบแฝง แต่เมื่อร่างพระราชบัญญัติรับตั้งครรภ์แทน พ.ศ. .... (มาตรา 7 หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่จำเป็นตามสมควร และไม่มีลักษณะเพื่อความประสงค์แห่งการค้า ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดหรือ มาตรา 10 (6) การรับตั้งครรภ์แทนมิได้เป็นไปดพื่อประสงค์แห่งการค้า) ที่บอกว่าการอุ้มบุญหรือการับจ้างตั้งครรภ์แทนนั้นต้องมิได้เป็นไปเพื่อการค้า หรือแม้กระทั่งการหวังซึ่งผลประโยชน์ อามิสสินจ้าง การกระทำนั้นมีความผิด เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นไปได้อย่างไรกระทั่งว่าระบบการตรวจสอบดังกล่าวจะเป็นแบบไหน เพราะการที่จ้างบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาตั้งท้องนั้น ต้องตรวจสอบเขาก่อนหรือไม่ว่าเขามีเงินเพียงไรก่อนท้อง หรือ กระทั่งขณะ ท้องหลัง เงินทองและทรัพย์สินมีมากขึ้นจนเป็นที่ผิดปกติหรือไม่ ประเด็นมิได้อยู่เพียงคำตอบเดียวเมื่อมันกลายเป็นคำตอบที่เป็นธุรกิจมนุษย์ แล้วผลที่ร้ายแรงตามมาจะเป็นอย่างไร หรือกระทบแบบไหน ทางเลือก (ทางเสี่ยง) ที่ต้องระวัง      ร่าง พระราชบัญญัติการรับตั้งครรภ์แทน พ.ศ. .... เป็นเสมือนหนึ่งเปลวเทียนที่เติมเต็มนิยามของครอบครัวที่หลากหลายคู่ใฝ่ฝัน แต่ท่ามกลางความฝ่ฝันของใครหลายคนก็เป็นความเสียงที่ต้องตามดู ทั้งความหมิ่นเหม่ต่อเรื่องศีลธรรม สายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก หรือแม้กระทั่งอาชีพ "อุ้มบุญ" ที่อาจเป็นอาชีพยอดนิยมที่ทำรายได้งามอนาคตก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นท่ามกลางทางเลือกต้องคำนึงถึงความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่ต้องติดตามดูจาก ร่างพระราชบัญญัติการรับตั้งครรภ์แทน พ.ศ. .... หมายเหตุ ภาพประกอบจาก www.thaingo.org
โดย: moodang - 4 ปี 39 สัปดาห์
.... สัมพันธ์ เรารักกัน สายใยผูกพันธ์ แน่นเหนียว หวังช่วยคนจน คนยากจน เด็ดเดี่ยว สามัคคีกลมเดียวใจเดียวกับชุมชน...      เนื้อหาที่ผมนำมาเกริ่นเป็นท่อนต้นของเพลงประจำสถาบัน และครั้งนี้เป็นการอบรมรับเจ้าหน้าที่ใหม่จากหลายส่วน ครั้งที่ 5 โดยหวังเป็นหนึ่งเดียวเรื่องการทำงานรับใช้ชุมชนฐานรากและการทำงานที่เป็นทีมเป็นหนึ่งเดียวในการพัฒนา  แต่เอาเข้าจริงๆ วันที่เขาเดินทางผมเองกับไม่ได้มาพร้อมกัน เพราะผมติดนำเสนองานงานหนึ่งอยู่ จึงต้องตามมาอีกวันหนึ่ง ซึ่งบรรดาเพื่อพี่น้องก็ได้ปีนเขาก่อนหน้าไปเสียแล้ว ซึ่งยอมรับว่าตัวเองมีความเสียดายมาก (แต่ก็แอบดีใจเพราะหากไปคงปวดขาไปหลายวันเลยทีเดียวที่ต้องเดินเขา) จึงมานั่งรอเพื่อนที่โรงเรียนบ้านพุเข็ม ณ ที่นั้นผมพบอัธยาศัยพี่น้องชาวบ้านที่เจรจาพาที และพาไปนั่งที่ home stay ของเขาครับ เชื่อไหมาครับวิวสวยงามมากๆ เพชรบุรีนอกจากมีดีเรื่องขนมขับขานแล้ว ยังมีดีที่บ้านพุเตย เขื่อนแก่งกระจานแห่งนี้อีกด้วย                ประมาณบ่าย 2 เพื่อนๆ ต่างเดินทะยอยลงมาด้วยเสียงกระจองงองแง ปวดขาโอ้ย หิว ... อื่นๆอีกสุดแท้แต่จะทราบได้ เพราะต่อจากนี้ไปยังไม่หมดเท่านั้นเพราะผมเองก็ต้องไป ผจญด้วยนั่นก็คือ การทำงานอาหาร สังเกตนะครับ เมนูส่วนใหญ่ที่นี่เน้นปลา เพราะอุดมด้วยปลามาหมายเสียเหลือเกิน ต่างคนต่างประชันแบ่งหน้าที่กันทำอาหาร กลุ่มผมทำ ปลาราดพริก ต้มโคล้ง และก็ปลาทอดเฉยๆ จิ้มกับน้ำปลา (อยากจะนินทาเล็กๆว่าการทำอาหารบ่งบอกนิสัยคน บางคนทำอาหารต้องเครื่องครบเท่านั้นไม่งั้นทำไม่ได้ แสดงว่าระเบียบจัด บางคนก็ทำไปกินไปเถอะนะนี่ก็ง่ายๆสบายบางทีอาจขี้เกียจ  แสดงถึงเพื่อนเราที่หลากหลาย แต่ต่างคนก็ต่างทำอาหารออกมาอย่างอร่อย จนเกิดเป็นอาหารเย็นของหัวค่ำวันที่ 2 ของเรา (แต่ผมตื่นเต้นมากว่าเพราะเขาตกปลาได้ตัวใหญ่มากๆ แย่งกะเด็กตัวเล็กเล่นเอาผมฮือฮา เขื่อนนี้ข่างอุดมสมบูรณ์สมคำในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ)      พอกินข้าวเสร็จ ผมยังจำได้เลยนะครับ เราพากันล้อมวงต่อ เสวนาพาแลงดังชื่อ เพราะทุกคนต่างร่วมกันกินอาหาร ดีดสีตีเป่า จังหวะดนตรีที่ใครใคร่ร้องก็ร้อง ใคร่ฟังก็ฟัง หลากหลายเพลง เป็นเพลงที่เราแซวกันเล่นๆ ว่าเพลงสายแข็ง อาทิ เพลงคนกับควาย เพลงจิตรภูมิศักด์ เป็นต้น และผมเองก็ชอบเพลงเหล่านั้นเข้าไปเสียด้วยสิ นี่แหละมั้งครับ inner การหลั่งไหลซึมซับเข้าไปในร่างกาย "แต่ช่วงเสวนานั้นเราแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับประเด็นเขื่อน เขื่อนมีทั้งประโยชน์และโทษหากมองดีๆ หลายคนบอกว่าเขื่อนเก็บน้ำมีโทษได้อย่างไร แต่สิ่งที่ผมมาคิดคือการที่ชาวบ้านพุเตยบอกว่าที่ดินนี้ที่จมอยู่ใต้น้ำเนี่ย เมื่อก่อนเคยเป็นที่เขา" แล้วจะให้ผมรู้สึกอย่างไร ผมรู้สึกเป็น 2 อย่างนะ อย่างหนึ่งคือ ทำไมเขาต้องสละที่เขา เพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง หรือ น้ำท่วมให้คนบางกลุ่ม ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของ แต่อีกมุมหนึ่งเขาก็เสียสละเพื่อคนส่วนรวม (ใคร) เป็นต้น คำถามนี้ผมเองก็คงไม่หาคำตอบต่อไป แต่ผมเองก็เฝ้าคิดจนเข้านอนไปเหมือนกัน           รุ่งเช้าวันสุดท้ายที่เราต้องออกเดินทางไปจากบ้านพุเข็ม  ผมได้รีบอาบน้ำที่เย็นให้สดใส สูดอากาศให้เต็มที่และที่สำคัญรีบไปถ้ายรูปตอนพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบแผ่นน้ำและภูเขา มันเป็นสีทอง สะท้อนทาบจากขอบฟ้าลงมาบนแผ่นน้ำ เป็นรางวัลของผมในการรอมัน ก่อนที่ผมจะออกเดินทางไปต้นน้ำของเขื่อน ที่ ณ ที่นั้นผมเห็นวิถีชีวิตชาวบ้านตามขอบเขื่อนที่ให้ชีวิตเรียบง่าย หรือแม้กระทั่งมัคคุเทศน์หนุ่มน้องพัช ที่ผมแซวเล่นๆว่าทำไมพัชไม่ไปทำงานข้างนอกละ "พัชตอบผมว่า : พี่ไปทำไมทำงานที่นี่สบายใจกว่าเยอะ เพราะเราไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร เป็นเจ้านายตัวเองได้ดูแลพ่อกับแม่ด้วย" ประโยคนี้ทำผมอึ้งไปเลยเพราะผมเองยังไม่สามารถเป็นเจ้านายตนเองได้อย่างพัช เกร็ดเล็กน้อยไม่น่าเชื่อ ว่าเราจะเก็บมาได้จากการพาลพบและพบพากัน ขณะเดียวกันเราเองยังต้องไปอีกที่คือ บ้านมั่นคงท่ายาง บ้านของคนจนเพื่อคนจน และคนจนทำได้....ไว้ตอนหน้าครับ  
โดย: moodang - 4 ปี 40 สัปดาห์
The devil wear of prada นางมารสวมปราด้า             "The devil wear of prada ดูละครย้อนดูตัวเอง ชีวิตการงานเร่งรีบกระโดดเร้าเข้ามาเหยงๆ อย่างกะกุ้งเต้น เจ้านายจู้จี้ขี้บ่น ทำได้ไหม ทำไม เอาอันนี้มาหน่อย แบบนี้สิดี ไม่เอาไม่เหมาะ พระเจ้า และเราจะจัดการได้อย่างไร หนังเรื่องนี้มีคำตอบและจะสามารถค้นพบตัวเองเป็นหนังในฝันของผมที่อยากเอามาแบ่งปันแม้นานแค่ไหนนะครับ  เพราะดูยังไงก็ไม่เบื่อครับ" ปล.เจ้านายคุณเป็นคนยังไงครับ ลองถามและมาเทียบกับหนังดูดีกว่านะครับ เผื่ออ่านแล้วลองนึกถึงเจ้านายแล้วคุณจะรู้อะไรดีๆๆ   ภาพจาก www.kapook.com      "แค่นี่แหละ"  มิแรนด้า พรีสท์ลี่ นายหญิงของทุกคนในนิตยสาร run way ชอบพูดเป็นเพียงประโยคสั้น แต่ก็เป็นอันรู้ดีว่านายหญิงของเราเริ่มไม่พอใจ ประสมเบ้ปากเล็กน้อยนี่แปลว่า ผลงานที่ออกมานั้นห่วยสุดๆไปเลย ภาพจาก www.sanook.com เนื้อเรื่องโดยย่อๆ  แอนเดรีย แซคส์ เป็นเหมือนนักศึกษาจบใหม่ทั่วไป ที่ต้องออกตระเวนสมัครงานไปตามที่ต่างๆ เนื่องจากแอนเดรียมีความฝันอยากทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ เธอจึงส่งจดหมายสมัครงานไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ หลายแห่ง แต่โชคร้ายที่ไม่มีแห่งใดตอบรับเธอกลับมาเลย วันหนึ่ง แอนเดรียก็ได้รับแจ้งเรียกตัวเข้ารับการสอบสัมภาษณ์จากสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ๋ อีเลียส คลาร์กส ซึ่งเป็นเจ้าของนิตยสารและวารสารขายดีหลายฉบับ แอนเดรียตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเธอไปถึง ก็ได้พบว่างานที่ถูกเรียกมาสัมภาษณ์นั้น เป็นตำแหน่งงานผู้ช่วยของมิแรนด้า พรีสท์ลี่ บรรณาธิการบริหารของนิตยสารแฟชั่นอันดับ 1 อย่างรันเวย์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตำแหน่งที่หญิงสาวนับล้านคนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แอนเดรียซึ่งไม่เคยสนใจในเรื่องแฟชั่นมาก่อน ถึงกับหมดหวังที่จะผ่านการสอบสัมภาษณ์ แต่ทว่าความแตกต่าง ไม่เหมือนใครของเธอ กลับทำให้มิแรนด้าสนใจ และตกลงรับเธอเข้าทำงาน แอนเดรียดีใจที่ได้งาน แต่แล้วเธอก็ได้รู้ว่าฝันร้ายเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น เมื่อตำแหน่งงานผู้ช่วยนี้ ทำให้เธอแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตนเอง นอกจากนี้เธอยังต้องคอยทำงานทุกอย่างที่มิแรนด้าส่งมาให้ ไม่ว่างานนั้นจะเกี่ยวกับงาน หรือเรื่องส่วนตัวของมิแรนด้า อย่างไรก็ตาม แอนเดรียได้เรียนรู้ว่า การทำงานในวงการแฟชั่นนั้น แม้ภายนอกจะดูสวยงาม เลิศหรู แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ กลุ่มคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ล้วนแต่ต้องใช้ความพยายาม และความทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับออกมา ความร้ายกาจ ความเข้มงวด ความจุกจิกจู้จี้ และเอาแต่ใจจนดูเหมือนไร้เหตุผลของมิแรนด้า กลับเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้นิตยสารอย่างรันเวย์ ยังคงครองความนิยมเป็นอันดับ 1 อยู่ได้ แต่แอนเดรียจะทำอย่างไร เมื่องานในวงการแฟชั่น ไม่ได้ต้องการแค่คนตั้งใจทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งความทุ่มเท และจิตใจที่มุ่งมั่นและรักในงานแฟชั่นอย่างจริงจัง ภาพจาก http://i725.photobucket.com ตัวละครของเรื่องหลากหลายบุคลิก ภาพจากhttp://testsuto.exteen.com แอนเดรีย แซคส์ - รับบทโดยแอนน์ แฮททาเวย์  หญิงสาวจบใหม่ไฟแรงมุ่งมั่น สมัครงานหลายที่ท้ายสุดมาได้เป็นผู้ช่วยมิรันด้า เจ้าแม่วงการแฟชั่นอีกนัยหนึ่งก็เป็นนางมากแห่งวงการแฟชั่น ผู้ที่จู้จี้ขี้บ่น เอาแต่ใจอย่างสุดชีวิต  แต่แอนเดรีย หรือ ที่มิรันด้ามักเรียกผู้ช่วยว่า เอมิลี่ที่คล้ายคนรับใช้ ถึงเวลาปรับตัวขนาดใหญ่จากชีวิตธรรมดา สู่สาวแฟชั่นบ้างาน ใส่ชุดสวยๆ เฉิดฉายไปในงานแฟชั่น มีผู้ชายรุมล้อม แต่ท้ายสุดชีวิตรักเริ่มล้มเหลว แอนเดรียเองจึงมาคิดไตร่ตรองใหม่ ภาพจาก www.mthai.com มิแรนด้า พรีสท์ลี่ - รับบทโดย เมอรีล สตรีป แม่นายของเหล่าลูกน้อง ผู้ทรหดบ้างาน ละเอียดยิบทุกกระบวนการ แม้เรื่องส่วนตัว ประโยคเด็ดคือ แค่นี้แหละ ที่แปลว่าพอแล้วทำเลย หรือ ทุกอย่างจบ แต่เชื่อใหมเจ้าแม่วงการแฟชั่นเบื้องหลังความสวยงามทันสมัย เธอร้องไห้ทุกคืน เพราะปัญหาครอบครัวที่แต่งและเลิกอยู่เป็นประจำ ประโยคหนึ่งที่เธอกับแอนเดรียเหมือนไนเจลพูดคือ "ชีวิตความรักล่วงหรือยัง ครอบครัวล่มสลายหรือยัง นั่นแหละเป็นสัญญาณว่าเธอจะเจริญก้าวหน้า แต่ท้ายสุดมิรันด้ายังคงยืนภายใต้สายผู้คนยิ้มตลอดเวลาเมื่อเข้าสังคม" ภาพจาก http://www.bloggang.com/data/aorta เอมิลี่ ชาร์ลสตัน - รับบทโดย อมิลี่ บลันท์  เลขาเบอร์ 1 ที่มุ่งมั่นทะเยอทะยาน การแต่งตัวต้องมาเป็นที่ 1 การแต่งตัวห่วยเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพื่อไปงานประจำปีที่ฝรั่งเศสยอมอดข้าว อดอาหาร เพราะเธอบอกว่าถ้าได้ไปสิ่งนี้จะเป็นการกรุยทางไปงานอื่นๆ แต่ท้ายสุดทุกอย่างพับ เมื่อเธอโดนรถชนกระจุย 555 ภาพจาก www.siamcomic.com ไนเจล - รับบทโดย สแตนลีย์ ทุชชี  ไนเจลผู้ชายแสนวิเศษแห่งนิตยสารคนที่มิรันด้า ให้ความไว้ใจ จากประวัติไนเจลเขาบอกว่า พ่อแม่ฉัยบังคับฉันซ็อมบอล แต่เธอเชื่อไหมกลางดึก พี่น้องผู้ชาย 2 คนแอบอ่านนิยสารแฟชั่น เพราะนี่คือความฝันของฉัน ฉันรู้ว่ามาที่นี่เพราะอะไร นี่ความมุ่งมั่นที่แรงกล้าและการที่เขาอยากจะเป็นของไนเจล แต่เมื่อผิดหวังไนเจลบอกว่า "ทุกคนต้องชดใช้ให้ฉัน" แล้วท้ายสุดของเรื่อง           เอ ทุกคนครับ เราคล้ายหนังเรื่องนางมารสวมปราด้าไหม!!!  คนที่โชคดีบางคนบอกผมว่าไม่คล้ายนะเราสบายๆๆ แต่บางคนบอกผมว่าเรื่องนี้ตรงเลยกับชีวิตที่เป็นอยู่การทำงานทุกวันนี้ โดนจิกๆๆ ไปเรื่อยๆๆ แล้วผมเองก็ดูหนังแล้วมองย้อนดูตัวเอง สมมุติว่า กรุงเทพนี่เป็นนิวยอร์ก เจ้านายใครบางคนเป็นมิรันด้า ผมหรือคุณที่เป็น แอนเดรีย และเพื่อนของเราที่เป็นเช่นไนเจล หรือคนอื่นๆ มันคล้ายนะครับ เหมือนชีวิตกระโดดจากจอหนังมาชีวิตจริง แต่อยากจะบอกว่าคนเรานะครับ ท้ายก่อนจบหนังมันสอนผมว่า "การที่เราทำอะไรคงต้องเลือกจากใจที่อยากทำจริงๆ แม้ใหหนังบอกว่าเวลาแค่ปีเดียวที่ใครก็ตามผ่าน run way ไปได้แปลว่าได้งานทุกที่ แต่แอนเดรียใกล้แล้วแท้ๆ ก็ไม่เอา เพราะอะไรหละครับ เพราะแอนเดรียเขาเลือกตัวเขาอย่างไม่หลงลืมตัว และไปอยู่กับสิ่งที่เขารัก เอาเป็นว่าอนาคตอยู่ที่ตัวเราการก้าวไปข้างหน้าก็อยู่ที่ตัวเรา เพียงเรายังมั่นคง ตัวอย่างการเปลี่ยนงานของผมบางครั้งผมกลัวนั่น กลัวนี่ ทุกครั้งผมจะหยิบหนังเรื่องนี้มาดูและสอนผมทุกครั้งครับ ภาพจากwww.siamcomic.com
โดย: moodang - 4 ปี 41 สัปดาห์
เกริ่นนำ  (อะไร และ ทำไม)           บทความดังกล่าวเขียนในช่วง 2551 คงยังจำได้ที่ประเด็นเรื่องการรับบริจาคเลือดจากกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ถูกนิยามว่าเป็นเลือดที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเด็นดังกล่าวจึงต้องหยิบยกมาเล่ากันอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเหล้าเก่าเล่าใหม่ ประเด็นคือ ในสังคมคงยังเข้าใจว่าคนรักเพศเดียวกันนั้นยังเป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่ รักแล้วเลิก เลิกแล้วฆ่า หรืออื่นๆ และประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ที่สังคมปิตาไลย (ชื่อฟังยากผู้ชายยิ่งใหญ่)  เพราะทุกคนในโลกนี้ต่างมีสิทธิของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่เสมอ สิทธิที่เขาเหล่านั้นเป็นคนเลือกให้เกิด (บทความนี้เคยเผยแพร่มาครั้งหนึ่งแล้วที่ ประปาไท และไทยเอ็นจีโอ) แต่ลองเอากลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปิดมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนหรือความเป็นคนที่ตัวเป็นๆที่ท่านเห็นอยู่ในสังคม หรือ กระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือ ปี 51 จวบจน 53 การมองคนเป็นกลุ่มๆอยู่หรือไม่ในสังคม หากยังมองอยู่คนทำงานที่ทำงานด้านดังกล่าวต้องมาทบทวนการทำงานเรื่องสุขภาพทางเพศและเอดส์ หรือ คนทำงานเรื่องเพศ สิทธิ ความเท่าเทียม ร่วมกันที่ผ่านมาว่า การทำงานที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนอย่างไร หรือทำที่ปลายเหตุลืมนึกไปว่าที่แท้แล้วแก้ไขปัญหาที่รากดีกว่าหรือไม่ "แต่คงต้องค้นหาว่าที่รากเป็นแบบไหนและแก้อย่างไร" เพราะแก้อะไรทั้งหมดแก้ไขได้แต่ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน เป็นต้น เขาเล่าให้ฟังว่า "รักเพศเดียวกันแล้วเป็นกลุ่มเสี่ยง" ไม่รับเลือด "ตุ๊ตเกย์" เสียเวลาคัดแยกเชื้อเอชไอวี (หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันจันทร์ 31 มีนาคม 2551) พบเลือดกลุ่มเกย์ติดเอดส์ ยันไม่รับบริจาคเลือดจากกลุ่มรักร่วมเพศ เผยทุกวันนี้ยังต้องคัดทิ้งเลือดบริจาคที่ติดเชื้อเอชไอวี (หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันจันทร์ 31 มีนาคม 2551)      กระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องในหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับ คนรักเพศเดียวกัน หรือ รวมๆว่าอะไรก็ตามแต่นั้น ท้ายสุดข่าวที่ออกมาเป็นกระแสข่าวที่ออกมาในหลายแง่หลายมุม ทั้งในเรื่องของกรณี "การตัดอัณฑะ" หรือ "เรื่องการรับบริจาคเลือดของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)" แล้วตัวเราหรือสังคมนั้นจะเลือกการรับรู้อะไร กับกรณีสังคมดังกล่าวที่เป็นสิ่งที่ต้องมองร่วมกันอย่างมีเหตุและผล ในบทความนี้ก็เช่นกันจะเปิดประเด็นขึ้นอาจเป็นประเด็นที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก เช่นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ โดยจะยกกรณีศึกษา "เรื่องการไม่รับบริจาคโลหิตของคนรักเพศเดียวกัน" ประกอบการเขียน กลุ่มเสี่ยง หรือ พฤติกรรมเสี่ยง กันแน่ ? เอดส์ ณ ขณะนี้ไม่ได้เป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่ว่าสิ่งนั้นคือปัญหาของทุกคน โดยมิติที่ว่านั้นก็มิได้มีเฉพาะในเรื่องของการเยียวยาเพียงอย่างเดียว แต่มีมิติของเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมมาเป็นตัวกำหนดด้วย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันคิดและสร้างความเข้าใจในประเด็นที่ถูกต้องไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ถกเถียงกันมากควรรีบสร้างความเข้าใจคำว่า "กลุ่มเสี่ยง" หรือ คำว่า "พฤติกรรมเสี่ยง" สองคำนี้ดูเผินๆนั้นเหมือนคล้ายแต่ความจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มเสี่ยง เป็นนิยามหรือความหมายที่ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งว่าเป็นกลุ่มที่สามารถแพร่เชื้อเอชไอวี หรือ ตรวจแล้วมีความชุกของอัตราการระบาดมากที่สุด ส่วนพฤติกรรมเสี่ยงนั้น เป็นพฤติกรรมที่มีเพศสัมพันธ์โดยการไม่ป้องกัน การใช้เข็มที่ไม่สะอาด เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมเสี่ยง ดังนั้นหากมองในประเด็นดังกล่าว คงมิได้มองกลุ่มใดเป็นกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น เพราะทุกคนสามารถได้รับเชื้อเอชไอวี เข้าสู่ร่างกายได้หากไม่ป้องกัน ด้วยเพราะบุคคลไหนก็ตาม ไม่ว่าจะอาชีพไหน กลุ่มไหน หรือเป็นใคร ต่างก็มีพฤติกรรมเสี่ยงได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้เรื่องกลุ่มเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่น่าต้องทำความเข้าใจใหม่ และไม่สร้างตราบาปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ว่าเป็นผู้แพร่เชื้อเอชไอวี หากแต่ว่าเป็นความรับผิดชอบของทุกคน จากกรณีสภากาชาดไม่รับเลือดของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราและทุกคนในสังคมต้องสร้างความเข้าใจใหม่และหาทางออกร่วมกัน แบบสอบถามที่ยังคาใจ ? สภากาชาดในการบริจาคโลหิตมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยที่ต้องการได้รับการบริการเลือดจาก ขอชื่อชมในการดำเนินงานที่ผ่านมาในการรักษาคุณภาพ และเรื่องระบบการคัดกรองโลหิตที่มีประสิทธิภาพมาก ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งของพวกเราผู้รับบริการ ทั้งนี้ในการบริจาคต้องมีการกรอกใบสมัครในการบริจาคโลหิตกรณีบริจาคครั้งแรก ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก เพราะทำให้ผู้บริจาคนั้นได้ตระหนักถึงตนเอง แต่ทั้งนี้เมื่ออ่านดูยังมีข้อหนึ่งที่ยังเป็นประเด็นที่น่าคิดและหาทางร่วมกันคือ "ท่านหรือคู่ของท่านเคยมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน" เป็นคำถามข้อที่ 12 ในแบบสอบถาม (แต่คำถามข้อนั้น ก็มิได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง เพราะประเด็นคือ เรื่อง การตอบว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเรื่องดังที่บางท่านกล่าวฟังดูอาจรุนแรง เลือดที่ดีต้องเป็นเลือดที่มาจาก ชายและหญิง น่าคิดมากว่าคืออะไร) ทั้งนี้จากภาคประชาสังคม เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ ที่เข้าร่วมพูดคุยกับทางสภากาชาดนั้น (วันที่ 4 เมษายน 2550) ได้หารือแนวทางร่วมกัน โดยสภากาชาดได้ตัดข้อ 12 ออกไปและหาแนวทางในการให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงในข้อ 11 โดยจะมีการแตกหัวข้อและรายละเอียดมากขึ้น ทั้งนี้การให้ข้อมูลควรเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเรื่องการให้ความรู้เรื่องการป้องกัน และเรื่องพฤติกรรม หากยังเป็นเรื่องในประเด็นการแบ่งแยกกลุ่มอีก คงเป็นเหมือนเดิมแบบสอบถามที่วัดค่าออกมาเป็นเพียงเลือดบริสุทธ์นั้นมาจากกลุ่มใด เปิดพรมแดนใหม่ สร้างความเข้าใจเรื่องเอดส์เชิงระบบ แนวทางที่เกิดขึ้นคงเป็นประเด็นที่เราต้องสร้างความเข้าใจเรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงและการป้องกันให้มากขึ้น โดยตั้งประเด็นหรือธงเพื่อให้เห็นภาพร่วมกันในการสร้างความรู้ความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสังคม ในการมองการเรียนรู้เรื่องดังกล่าว ผ่านกรณีที่เกิดเรื่องการรับบริจาคเลือดว่าเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเพียง "กลุ่มเสี่ยงสูงสุด" (Most at risk population) คือ - การส่งเสริมความเข้าใจประเด็นที่อ่อนไหว ผ่านการรณรงค์ สื่อสาร ในระดับต่างๆ ว่า "ควรมองเรื่องเอดส์นั้นเป็นปัญหาทุกคนและมีหลายมิติ ดังนั้นเรื่องเอดส์จึงมิใช่ของกลุ่มใด หรือมองใครเป็นผู้แพร่เชื้อทำให้เกิดกระบวนการตีตรา(stigma) สร้างความเข้าใจผิดกับสังคม เกิดการกีดกันและการละเมิดสิทธิขึ้น ควรมองเชิงระบบเป็นเรื่องพฤติกรรมเสี่ยง และศึกษาดูว่ารากของพฤติกรรมเสี่ยงนั้นเป็นแบบไหนและสร้างความเข้าใจผ่านกลไกต่างๆ ทั้งคณะกรรมการเอดส์ชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ภาคประชาสังคม และอื่นๆ ที่ร่วมดำเนินการเพื่อให้เกิดกระบวนการเคลื่อนไหวและเข้าใจร่วมกัน" - การให้ความรู้เรื่องอุปกรณ์ป้องกัน และการจัดบริการทั้งการดูแล รักษา ที่เกี่ยวเนื่องอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้เองจะเป็นกระบวนการให้คนได้ตระหนักรวมถึงพฤติกรรมตนเอง และการใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ประเด็นเหล่านี้เองควรส่งเสริมสร้างกระบวนการเรื่องความเข้าใจใหม่ หรือการหันเข้ามาใส่ใจประเด็นการทำงานเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นเป็นระบบมากขึ้น ความเหมือนที่แตกต่าง ของ เลือด ? ประเด็นสุดท้ายที่จะนำเสนอ ซึ่งตรงหัวข้อก็คือ ความเหมือนที่แตกต่างของเลือด อาจเป็นการมองไม่อยู่บนฐานวิทยาศาสตร์มากนัก แต่มองบนฐานกระบวนการมนุษย์กรณีเรื่องการบริจาคเลือด "ในโลกนี้เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงทุกคนสามารถประสบพบเจอได้ เพราะพฤติกรรมเสี่ยงนั้นมันไม่ได้จำกัดว่าคุณเองเป็นเพศอะไร เป็นเพศหญิง เป็นเพศชาย เป็นชายรักชาย หญิงรักหญิง หรืออื่นๆ มันขึ้นอยู่ที่กระบวนการเรื่องการป้องกันว่าคุณป้องกันหรือไม่ เพราะเลือดที่คุณจะบริจาคนั้นผู้รับบริจาคเลือดจากคุณก็หวังว่าจะช่วยเหลือเขาได้" ท้ายสุดในการสรุปประเด็นคงไม่นำเอาความคิดของผู้เขียนไปตัดสินเรื่องความผิดหรือถูก หากแต่อยากเพิ่มประเด็นการมองผ่านกรณีดังกล่าวมากขึ้น คงต้องมาตอบประเด็นนี้ต่อไปว่าสังคมได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง สำหรับผู้เขียนเห็นประเด็นดังเสนอไปข้างต้น และแนวนโยบายที่เกาะกุมการทำงานด้านเอดส์อยู่ 2 ตัว คือ ABC อีกตัวคงเป็น CNN แต่จะอยู่ฐานแนวคิดนโยบายอะไรก็ตามแต่ คงต้องมองว่าเอดส์เป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่ของใคร   "ในโลกนี้ใครก็ตามคงไม่ได้สร้างมาแค่ 2 เพศ แต่คงสร้างมาอย่างหลากหลาย เปรียบเสมือน ที่คนเราอยู่เฉยๆ เกิดมาคงไม่สามารถร้องเพลงได้ หรือฟังเพลงแล้วเพราะ แต่เราถูกสอนให้ร้องเพลง หรือฟังแบบนี้แล้วเพราะ แล้วคุณหละคิดว่าเพศคืออะไร"
Tags: LGBT
โดย: moodang - 4 ปี 41 สัปดาห์
กาลครั้งหนึ่ง..ณ ..เมืองปาย   "กาลครั้งหนึ่ง..ณ ..เมืองปาย จากขุนเขาสู่เมืองใหม่ "         ผมเขียนบทความนี้อีกครั้งเพราะเห็นหนังเรื่องหนึ่งที่เผอิญท่องโลก www. และไปเห็น เลยเอามาเขียน  ปายอินเลิฟ และ ผมเองก็คิดถึงปายที่ผมไปเที่ยวมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว  เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักปายเลยแหละครับ(อ้วก เมา หลับคือปาย) และไปเที่ยวปายอีกหลายๆครั้งต่อมาเรื่อยๆเพราะหลงมัน เหมือนการเสพย์ติดเมืองปายเข้าไปแล้ว มีเวลาว่างหน่อยไม่ได้เป็นอันแบกกระเป๋ามาปายทุกทีซินะครับ เฮ้อเที่ยวมากก็หมดเงินไปมากโขอยู่แต่ไงได้มันอยากไป วันแรกที่ผมไปเมืองปายเป็นวันที่ผมแอบลาหยุดพักร้อนที่ยาวเป็นประวัติการ ไม่ได้หวังโบนัสสิ้นปีแต่ขอโบนัสชีวิตตัวเองดีกว่า ไม่ได้ร่ำรวยอะไรกับเขาหลอกครับเงินก็มีแค่นี้เที่ยวก็เล่นเอาตังที่เก็บมาแฟบไปหลายเดือนทีเดียว เหอๆๆ ผมเดินทางโดยรถตู้ขาว ส้ม เชียงใหม่-ปาย มีขนมและน้ำให้กินด้วยนะครับ คำเตือนของผมอย่าเผลอกินเชียว เพราะตอนที่คุณเค้าโค้งวกวนเหมือนงูเป็นร้อยๆ โค้งนั่นแหละ ที่คุณกินเข้าไปจะพุ่งออกมาเป็นพลุเพราะเวียนหัวมากๆๆ  ไม่ได้ขู่นะครับไม่เชื่อลองดูก็ได้ แม้คนล้านนาอย่างผมยังอ้วกพุ่ง ผมไปทำงานเมืองกรุงมาหลายปีดีดักเห็นปายเข้าปุ๊บก็หลงปั๊บเลยครับ เพราะช่วงที่ไปเดือนพฤศจิกายน หนาวๆๆๆๆๆ เข้ากระดูก หมอกสีขาว ยิ่งไปเห็น และยิ่งเช่ามอเตอร์ไซด์ขับไปที่พักบอกได้อย่างเดียวครับ ม่วนขนาดอากาศหนาวไปเจอที่พักเป็นกระท่อมไม้ไผ่เล็กๆ มีมุ้งกางให้ พอตกกลางคืนจิ้งหรีด จักจั่นร้องกันดังระงมไปหมด เพราะผมอยู่กรุงเทพฯ ผมฟังแต่เสียงแตรรถ แป้นๆๆๆ ไม่งั้นก็เสียงเครื่องยนต์ของรถเมล์แหละครับ เฮ้อแทบเป็นบ้าแต่ละวัน เหนื่อยแทบลากเลือด เล่าต่อ!!!! เมื่อไปถึงที่พักผมไม่อาบน้ำ อิอิ ซกมกก็ช่างเพราะนอนคนเดียวกลัวไร เพราะหลัง 4 โมงเย็นผมไปจับน้ำนะครับ น้ำเหมือนน้ำแข็งเลยไม่ไหวๆๆ เลยนอนเลยนี่จบภารกิจวันแรกของผม วันต่อมา ผมกะแผนไว้ในใจมากมายเพราะเวลาเที่ยวผมที่อยู่เมืองปาย กะ ไว้ประมาณ 2-3 วัน ก่อนจะไปลอยกระทงที่เชียงใหม่ วันนี้ผมกะไปที่มองทุกที่เห็นวิวเมืองปายคือ พระธาตุแม่เย็น ร้านกาแฟสุดนิยม coffee in love แล้วก็ตบด้วยไปเดินสบายๆๆตามแบบผมที่ถนนคนเดิน เริ่มที่แรกเลยครับ พระธาตุแม่เย็น ซึ่งเชื่อไหมครับเห็นเมืองปายเลยวิวสวยมากๆๆ  เพราะเห็นทุกทิศทุกทางรอบไปหมด แต่ที่ผมแปลกใจ ภุเขาหัวโล้นทำไมมันมากจัง และรีสอร์ท บ้านพักมากมายไปหมด บางครั้งผมว่ามันมากกว่าบ้านชาวบ้านของคนปายที่อยู่จริงๆนะ นี่เป็นคำถามของผม และอาจเป็นบทความเกี่ยวเนื่องของผมอีกก็ได้ ถ้าผมมีอารมณ์เขียนอีกครั้ง Coffee in love หนังไปถ่ายตั้งหลายเรื่อง ผมยอมรับเลยว่า วิวสวยตกแต่งได้ดี ยังกะเมืองในนิยายเลยครับ ผมสั่งกาแฟมา 1 แก้ว และไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่หรอกครับ เพราะมันหวานมากๆๆ เลย ผมจึงตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่ถ่ายรูป และนั่งอ่านหนังสือที่ผมพกมา 1 เล่ม เป็นนิยายแปลที่ผมซื้อมาเพราะมันคล้ายชีวิตผมเมื่อก่อนหรือปัจจุบันด้วยหรือเป่าหว่า the devil wear of prada  ครับ หรือชื่อไทย นางมารสวมปราด้า ผมคงนั่งไปแป๊บเดียวนะครับ 2 ชั่วโมงนี่แหละแป๊บ จำได้ว่าอ่านนิยายไปได้ประมาณ 60 หน้า เลยแหละครับ แต่ก็เอาเถอะน่าไม่ได้เร่งรีบอะไรไปเรื่อยๆ นี่แหละที่นี่ร้านกาแฟแห่งความรักที่คุณค่าของที่นี่คือ วิวและบรรยากาศมากกว่ารสชาตกาแฟ ครับ และผมเองก็มีมอเตอร์ไซด์คู่ใจที่เช่ามาขับโต๋เต๋ไปเรื่อยๆ สักพักเวลาหัวค่ำเพื่อไปเดิน ถนนคนเดินเมืองปาย ไปกินข้าวปุกปิ้ง ข้าวพันผักรสชาติเหมือนกินสุกี้นะครับ  และที่มากกว่านั้นไปดูเสื้อเมืองปายที่คนเขานิยมซื้อกัน เขียนว่า ไปปายมาบ้าง เที่ยวปายหรืออะไรประมาณนี้นะครับ ผมเห็นเต็มไปหมดและขายดี  ตรงกันข้าวผมกลับไม่ได้อะไรติดมือมานอกจากขนมเส้นน้ำเงี้ยวที่แม่อุ๊ยแก่ๆ นั่งขาย 1 ชุดครับ และไปมาของสวยๆงานๆมาตื่นตาตื่นใจดีครับ ของเยอะไปหมด ที่สำคัญของฝากแพงมากขอบอกครับ  มีอีกอย่างบอกก่อนว่าไม่ให้ลอกเลียนแบบนะครับ เพราะไปจิบเหล้าปั่นที่ร้านสถานีเหล้าปายมา อร่อยมากๆๆ หอมๆนุ่มๆ ผมว่าบรรยากาศนี่มันก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีได้สวยงามไปหมด ผมขอชมเลยว่าเมืองปายเป็นเมืองแห่งการจัดการ ที่มีทั้งกึ่งชนบทปนความทันสมัย สงสัยคนที่ช่วยกันเนรมิตเมืองคงเอา 4 Ps มาจับ บวก imagination เข้าไปด้วยครับ แล้วก็หมดเป้าหมายของผมแล้ววันที่ 2 วันสุดท้าย ณ เมืองปาย การท่องเที่ยวของผม และการนั่งย้อนคิดไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว วันสุดท้ายนี้ผมกะไปไหนดี เพราะมีเวลาแค่ช่วงเช้าก่อนที่จะต้องนั่งรถกลับไปเชียงใหม่ไปหาป้าเพื่อลอยกระทงกัน เพราะนัดกันไว้แล้วไม่ไปผมคงโดนด่าใช่ย่อย  ผมจึงตัดสินใจเอาว่าเวลาที่เหลือไปไหว้พระอีกครั้งหนึ่ง ที่วัดพระเจ้าพาราแบ่งจำชื่อเต็มๆไม่ได้ครับ แต่เอาเป็นว่าเป็นพระที่สวยมากๆๆเลยครับ ไหว้พระก่อนกลับเชียงใหม่และเป็นวันที่สิ้นสุดทริปนี้ของผมก็เดินทางของหมูแดง  ปล. บททิ้งท้าย ผมเขียนบทความนี้เพราะผมนั่งเฉยๆในวันปีใหม่และนึกย้อนกลับไปเมื่อผมไปปายมาครั้งแรก ไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใดเลยเอามาแบ่งปันอีกครั้งหนึ่ง แต่เกร็ดประเด็นที่เป็นปัจจุบันที่ผมจุดประเด็นคือว่า ปายทุกวันนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน ปายเมืองในฝัน ที่ผู้จัดการเก่งมากทำได้ไง เอาความโรแมนติก + วัฒนธรรม + การตลาด+ และวัฒนธรรมใหม่ๆ เหล่านี้ เล่นเอาคนกรุงหลงไปตามๆกัน เพราะเชื่อไปสัมผัสบรรยากาศชนบทแบบคนเมืองกัน เห็นได้จากไปปายช่วงเทศกาลระวังไม่มีที่เติมน้ำมัน เพราะน้ำมันหมด ร้านข้าวคนแน่นเอี๊ยด จากหน้าหนาวเป็นหน้าร้อนไปทันใด ฝากศัพท์เล็กๆไว้ ที่เห็นเขาเขียน(จำขี้ปากฝรั่งมาบ้าง) PAI is a cultural invention of tradition for nostalgia